แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบย่อยอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบย่อยอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

8 ความเสี่ยงของคน "นอนดึก...ตื่นสาย"



อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

8 ความเสี่ยงของคน "นอนดึก...ตื่นสาย"


1. โรคอ้วน
คนนอนดึกมักจะเสี่ยงต่อการกินอาหารมื้อหลัง 2 ทุ่ม และส่วนมากก็มักจะเลือกกินอาหารสำเร็จรูป แคลอรี่สูง หรือบางคนอาจจัดมื้อหนัก ซึ่งก็จะทำให้ร่างกายรับพลังงานส่วนเกินตรงจุดนี้เพิ่มเข้าไป เสี่ยงต่อภาวะไขมันสะสมจนอ้วนขึ้นได้


อีกทั้งคนนอนดึกมักตื่นสาย จะพลาดอาหารเช้า มื้อสำคัญ และอาจทำให้วันนั้นเผลอจัดหนัก กับมื้อกลางวันและมื้อเย็นจนได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินความจำเป็นด้วย

2. เสี่ยงเบาหวาน
ไม่ใช่แค่คนนอนดึกจะเสี่ยงกินอาหารมื้อดึกซึ่งเป็นอาหารน้ำตาล และแคลอรี่สูงเท่านั้น แต่จะพลาดอาหารเช้า อาจส่งผลให้เรารู้สึกอยากกินของหวานๆ เหมือนร่างกายต้องการน้ำตาลให้เลือดมากขึ้นด้วย
ดังนั้นคนนอนดึกตื่นสายเลยมักจะอ้วนขึ้น และมีความเสี่ยงโรคเบาหวานมากขึ้นนั่นเอง

3. ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
ระบบย่อย และการดูดซึมอาหารของคนนอนดึกมักจะมีปัญหา เนื่องจากการนอนดึกจะทำให้การทำงานในระบบต่างๆ ผิดเพี้ยนไป โดยเฉพาะการทำงานของถุงน้ำดี ที่ต้องส่งน้ำย่อยไปสู่ลำไส้เล็ก เพื่อช่วยย่อยอาหาร และเปิดโอกาสให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น ซึ่งหากการทำงานของถุงน้ำดีบกพร่อง การจัดส่งน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหารตรงนี้ก็จะขาดสมดุลไปด้วย และเมื่อเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องสักระยะ การทำงานของระบบย่อยอาหารก็จะมีปัญหาเรื้อรังตามมา

4. ปวดหัว
การตื่นมาในเวลาที่ผิดปกติอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวตื้อๆ ขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้วอุณหภูมิร่างกายของเรา และการไหลเวียนของเลือดจะมีการปรับเปลี่ยนตามตามอุณหภูมิของแสงภายนอก นั่นหมายความว่า หากปกติตื่นเช้ามาเจอแสงแดดอ่อนๆ ร่างกายก็จะคุ้นชินกับการปรับตัวร่วมกับแสงอ่อนๆ นั้น ทว่าพอตื่นสายแล้วลืมตามาเจอแสงแดดที่รุนแรงขึ้น การปรับตัวของหลอดเลือดก็จะผิดเพี้ยนไปด้วย จนอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวเพื่อเร่งการสูบฉีดเลือดและเพิ่มอุณหภูมิร่างกายให้เท่าๆ กันกับสภาพอากาศภายนอก และกระบวนการนี้อาจทำให้เรารู้สึกมึนหัวขึ้นมาได้ง่ายๆ

5. เฉื่อยชา
การนอนตื่นสายมักจะทำให้เรารู้สึกขี้เกียจมากขึ้น บางคนตื่นแล้วแต่ขี้เกียจลุกออกจากเตียง นอนกลิ้งมันอยู่อย่างนั้น หรือนอนจมบนเตียงทั้งวันก็มี ซึ่งสภาวะแบบนี้ก็ทำให้เสี่ยงต่อภาวะกล้ามเนื้อถดถอย ยิ่งถ้าเป็นคนไม่ค่อยออกกำลังกายด้วยแล้วก็ยิ่งเสี่ยงกันไปใหญ่ ซึ่งแนวโน้มของคนนอนดึกตื่นสายก็มักจะขี้เกียจเคลื่อนไหวร่างกายด้วย

6. ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง
อวัยวะในร่างกายของเรามีเวลาทำงาน และเวลาพักผ่อน โดยเฉพาะตับกับไต 2 อวัยวะสำคัญนี้ต้องการเวลาพักผ่อนตามเวลานอนหลับปกติของมนุษย์ หากถึงเวลาต้องพักแล้วตับกับไตยังไม่ได้พัก ก็จะเกิดความรู้สึกอ่อนล้า ระบบการคัดกรองของเสียในร่างกายขาดสมดุล ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันด้อยประสิทธิภาพลง ทำให้เราป่วยง่าย หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบการทำงานของไต ผมร่วง กระดูกและฟันอ่อนแอลงได้

7. เบลอ สมาธิสั้น
โดยเฉพาะคนที่มักจะนอนดึกตื่นสายในวันหยุดเป็นประจำ พอเช้าวันจันทร์จะตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกอึนๆ เนื่องจากนอนไม่พอทันที เพราะในช่วงที่เรานอนดึกและตื่นสายในวันหยุด นาฬิการ่างกายจะถูกปรับเปลี่ยนไปทีละนิด จากที่เคยนอนตื่นเวลานี้ ร่างกายก็จะสั่งให้สมองพร้อมตื่นตัวในเวลาที่เลทลง ส่งผลให้เช้าวันที่ต้องตื่นตั้งแต่หัวรุ่ง สมองก็ยังไม่พร้อมจะทำงาน เกิดอาการงัวเงีย ไม่พร้อมเรียนรู้ ไม่มีสมาธิ รวมไปถึงทักษะในการตัดสินใจก็จะลดประสิทธิภาพลงด้วย

8. เสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
การนอน และตื่นผิดเวลานาฬิกาของร่างกาย จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณ 11% การนอนดึกตื่นสายของบางคนไม่ใช่การนอนหลับที่มีคุณภาพดี เพราะธรรมชาติของร่างกายเรา เคยตื่นเวลาไหนบ่อยๆ ก็มักจะสะดุ้งตื่นในเวลาเดิม ซึ่งหากในวันที่คุณคิดจะตื่นสายๆ แต่ดันสะดุ้งตื่นตอนเช้าตามเวลาที่เคยตื่น ร่างกายก็จะกลับไปหลับไม่สนิท ส่งผลให้เกิดภาวะอ่อนเพลีย อารมณ์หงุดหงิด และกระทบมาถึงความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้

#8ความเสี่ยงของคนนอนดึกตื่นสาย
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

สรรพคุณ "บัวหิมะ"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

สรรพคุณ "บัวหิมะ"

1. ช่วยในการลดน้ำหนัก
น้ำตาลจากธรรมชาติของบัวหิมะมีส่วนช่วยลดน้ำหนักได้ ดัชนีมวลกาย และรอบเอวลดลง เพราะว่าน้ำเชื่อมบัวหิมะจะเข้าไปสร้างความรู้สึกอิ่มให้กับร่างกาย ช่วยให้ความอยากอาหารลดลง

2. ลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
ในบัวหิมะมีน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ มีคุณสมบัติในการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี

3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด
แม้บัวหิมะจะมีรสชาติหวาน แต่รสชาติหวานนี้ก็มาจากอินูลิน ซึ่งเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ เป็นสารที่ส่งผลดีต่อการทำงานของอินซูลินในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน การรับประทานบัวหิมะเป็นประจำจะสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้

4. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและความดันโลหิต
ในบัวหิมะมีระดับโพแทสเซียมสูง มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยผ่อนคลายระบบหลอดเลือด และหัวใจ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น ลดความดันโลหิต และทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลงตามไปด้วย

5. ต้านมะเร็ง
บัวหิมะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต การแพร่กระจาย และการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ ทำให้ความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคมะเร็งของเลือดทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ โรคมะเร็งไขกระดูก โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวลดลง อีกทั้งในบัวหิมะยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

6. ป้องกันภาวะไขมันพอกตับ
การรับประทานบัวหิมะควบคู่กับสารไซลิมาริน (ซึ่งเป็นกลุ่มพฤกษเคมีที่สามารถพบได้ในพืชหลายชนิดเช่น ชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง รวมไปถึงผลเบอร์รี่ หัวหอม และผักชีฝรั่ง) จะส่งผลดีต่อการเผาผลาญทำให้ลดภาวะอ้วนลงพุง รวมถึงลดภาวะไขมันพอกตับได้อีกด้วย


7. สร้างเสริมระบบขับถ่าย ลดอาการท้องผูก
โพรไบโอติกส์ในบัวหิมะเป็นแบคทีเรียชนิดที่ดีต่อร่างกาย ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ยังช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ทำให้อาการท้องผูก ท้องอืด และปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายต่างๆ ที่่อาจนำมาสู่การเกิดเนื้องอกในกระเพาะอาหารหรือโรคมะเร็งลำไส้ลดลงได้ ขณะที่ไฟเบอร์ในบัวหิมะก็ยังช่วยสร้างเสริมระบบขับถ่ายได้อีกทางหนึ่งด้วย

6 เหตุผลทำไมต้องดื่มน้ำอุ่นตอนเช้า

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

6 เหตุผลทำไมต้องดื่มน้ำอุ่นตอนเช้า

1. ส่งผลดีโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ น้ำจะเข้าไปชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกายออก เพื่อให้ทำงานได้ตามปกติ


2 ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น เนื่องจากน้ำอุ่นช่วยขยายหลอดเลือดและเพิ่มอัตราการไหลเวียนเลือดได้ถึง 3,000 มิลลิลิตรต่อนาที ทำให้เอนไซต์ภายในเซลล์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปกป้องเซลล์ ทำให้ผิวพรรณดี มีความสมดุล ทำให้เนื้อเยื่อแข็งแรงขึ้น

3. ส่งผลดีต่อโรคเกาต์ ความดัน คอเลสเตอรอล เพราะเหล่านี้เป็นผลมาจากการขาดน้ำทั้งนั้น

4. ช่วยเรื่องกระบวนการเผาผลาญ เพราะความร้อนของน้ำจะช่วยให้การหมุนเวียนเลือดและของเหลวในร่างกายดีขึ้น ซึ่งจะช่วยกำจัดของเสีย และไขมันส่วนเกินได้

5. ดีต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้เราได้รับประโยชน์จากการรับประทานอาหาร สารอาหารครบถ้วน

"กลิ่นปาก" บ่งบอกโรคได้?

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

"กลิ่นปาก" บ่งบอกโรคได้?
.
.
💥 โรคระบบทางเดินหายใจส่วนบน
เริ่มตั้งแต่จมูก คอ ไปจนถึงหลอดลม เช่น โรคโพรงจมูกอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งเกิดจากมีของเหลว หรือหนองขังอยู่ในโพรงอากาศของกระดูกใบหน้า จนเกิดการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นปาก และลมหายใจที่เหม็นได้

💥 โรคระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง
อย่างโรคปอด ผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง วัณโรค หรือมะเร็งที่ปอด มักจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ปะปนออกมากับลมหายใจ และลมปากได้เช่นกัน

💥 โรคทอนซิลอักเสบ
ในขณะที่มีอาการเจ็บคอ อักเสบในลำคอ หรือเจ็บทอนซิล ทอนซิลอักเสบ ก็ส่งผลให้มีกลิ่นปาก และกลิ่นลมหายใจได้ โดยกลิ่นดังกล่าวจะหายไปต่อเมื่ออาการเจ็บป่วยหายนั่นเอง

💥 โรคที่เกิดจากระบบย่อยอาหาร
อาจเกิดได้จากหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร มีแผลในกระเพาะอาหาร หรือมีหนอง อาจมีกลิ่นออกมาขณะพูด หรือเรอได้ นอกจากนี้แล้วคนที่มีระบบย่อยอาหารไม่ดี อาหารไม่ย่อย ระบบขับถ่ายไม่ดี ท้องผูกบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุให้เกิดกลิ่นปากได้เช่นกัน

ซึ่งนอกจากโรคเหล่านี้แล้วกลิ่นปาก และกลิ่นลมหายใจที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากโรคอื่นๆ ที่ส่งกลิ่นออกมาเพื่อแสดงอาการของโรคได้ เช่น โรคตับ โรคไต และโรคเบาหวาน เป็นต้น
.
.
#กลิ่นปากบ่งบอกโรคได้
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u