แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคกระเพาะอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคกระเพาะอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

11 อาหาร "โรคกระเพาะ"ควรหลีกเลี่่ยง!

จุกเสียดแน่น, ท้องอืด, อาหารไม่ย่อย, goodbody4u, นิชาภา


11 อาหาร “โรคกระเพาะ”ควรหลีกเลี่ยง!

1. อาหารรสจัด
ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ด รสเปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด อาหารรสจัดจะกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้าย จุกเสียดท้องได้
2. ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
เป็นข้อสงสัยอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ในประเด็นคนเป็นโรคกระเพาะกินกาแฟได้ไหม? เป็นโรคกระเพาะกินชาได้หรือเปล่า? คำตอบคือถ้าไม่อยากให้อาการโรคกระเพาะกำเริบ หรือกลับมาเป็นโรคกระเพาะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ควรห่างจากชากาแฟสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกาแฟและชาชนิดต่างๆ เป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น กัดกระเพาะเราจนรู้สึกแสบท้องไปอีก รวมทั้งช็อกโกแลตร้อนๆ และอาหารที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลตก็ต้องงดไปก่อน
3. น้ำอัดลม
น้ำอัดลมทุกชนิดก็มีคาเฟอีนผสมอยู่ในจำนวนไม่น้อย อีกทั้งในน้ำอัดลมยังมีแก๊สที่ส่งผลให้เกิดอาการแน่นท้องเนื่องจากแก๊สในกระเพาะเยอะ สรุปง่ายๆ ว่านอกจากคาเฟอีนในน้ำอัดลมจะเป็นตัวเร่งให้เซลล์ผลิตน้ำย่อยแล้ว ในน้ำอัดลมยังอุดมไปด้วยแก๊ส ต้นเหตุของอาหารท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำอัดลมในขณะท้องว่าง อาการแสบท้อง แน่นท้อง อันเป็นหนึ่งในอาการของโรคกระเพาะก็จะถามหา
4. เครื่องดื่มชูกำลัง
เครื่องดื่มชูกำลังทุกชนิดมีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่เช่นกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อกระเพาะอาหาร คนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้วก็ควรงดเครื่องดื่มชูกำลังไปด้วย
5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารจึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุรา เบียร์ ไวน์ หรือค็อกเทลชนิดต่างๆ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ท้องว่าง
6. อาหารไขมันสูง ของทอด
เป็นอาหารที่ย่อยยาก กระเพาะจึงจำเป็นต้องหลั่งน้ำย่อยออกมาเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมันในปริมาณมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบให้กับคนที่เป็นโรคกระเพาะรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด และแสบท้องเนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารได้ ฉะนั้นของทอด อาหารมันๆ เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ จึงควรเลี่ยงไว้เป็นดี
7. ของหมักดอง
อาหารประเภทหมักดองทุกชนิดมักจะมีรสเปรี้ยว รวมทั้งมีความเป็นกรดซ่อนอยู่ในนั้น คนเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากของรสจัด อาหารหมักดองจะไปกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย ทำให้กระเพาะอาหารเกิดความระคายเคืองขึ้นได้
8. ผลิตภัณฑ์จากถั่ว
ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่วอย่างน้ำเต้าหู้ เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ก็เป็นอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ด้วยเช่นกัน สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารและอยากหาย แนะนำให้เลี่ยงผลิตภัณฑ์จากถั่วทุกชนิด ทุกรูปแบบ
9. ผักดิบ
ผักเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีส่วนช่วยให้ระบบลำไส้และการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นก็จริง ทว่าในกรณีที่กินผักดิบ ผักบางชนิดอาจเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ปั่นอาการโรคกระเพาะให้กำเริบขึ้นมาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะผักดิบอย่าง ถั่วฝักยาว บรอกโคลี กะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง มันเทศ และหัวหอม คนเป็นโรคกระเพาะกินผักเหล่านี้แบบดิบๆ อาจไม่ค่อยสบายท้องสักเท่าไร
10. ผลไม้รสเปรี้ยว
โดยเฉพาะในตอนท้องว่าง ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะควรงดการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างสับปะรด ส้ม หรือมะนาว เพราะความเป็นกรดในผลไม้เหล่านี้อาจทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้
11. เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ
เนื้อสัตว์อย่างเนื้อหมู เนื้อวัว เป็นอาหารที่ย่อยยากอยู่แล้ว และหากกินเนื้อสัตว์แบบสุกไม่พอ กินแบบสุกๆ ดิบๆ กระเพาะอาหารก็จะย่อยเนื้อสัตว์เหล่านี้ได้ยากขึ้น น้ำย่อยก็จะหลั่งออกมาย่อยอาหารเหล่านี้มากกว่าปกติ และใช้เวลาย่อยอาหารประเภทนี้นาน เสี่ยงทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้เช่นกัน
#อาหารโรคกระเพาะควรหลีกเลี่่ยง #โรคกระเพาะ
#โรคกระเพาะอาหาร #กระเพาะอักเสบ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

5 โรคเสี่ยงหาก "กลางวันง่วง กลางคืนตาสว่าง"

มะเร็งลำไส้, เบาหวาน, ฮอร์โมนผิดปกติ, goodbody4u, นิชาภา

5 โรคเสี่ยงหาก "กลางวันง่วง กลางคืนตาสว่าง"

1. โรคนอนไม่หลับ
แน่นอนอยู่แล้วว่าการไม่นอนตอนกลางคืน เป็นต้นกำเนิดของปัญหานอนไม่หลับในระยะต่อมา เพราะเมื่อร่างกายเริ่มคุ้นชินกับการไม่นอนตอนกลางคืนนานวันเข้า ก็จะทำให้นาฬิกาชีวิตรวน แทนที่จะได้พักผ่อนตอนกลางคืน และตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแจ่มใส พร้อมทำงานในวันรุ่งขึ้น กลับไม่ได้นอน แล้วต้องมานั่งทำงานในตอนกลางวันแทน นานๆ ครั้งไม่เป็นไร แต่หากเป็นแบบนี้บ่อยๆ โรคนอนไม่หลับถามหาแน่นอน

2. โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
ใครที่ทำงานตอนกลางคืน แล้วยังหาอะไรมาทานช่วงดึกไปด้วย ยิ่งทำให้กระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ ต้องมาย่อยอาหารในเวลาที่สมควรจะได้พักผ่อน ยิ่งช่วงไหนทำงานไม่ตรงเวลา นอนไม่ตรงเวลา กินบ้างไม่กินบ้าง น้ำย่อยออกมาบ้าง ไม่ออกมาบ้าง ระบบย่อยในกระเพาะอาหารรวนแน่นอน คราวนี้ทานอาหารปุ๊บ อาหารอาจจะไม่ย่อยเพราะน้ำย่อยไม่ออกมาทำงาน หรือบางครั้งน้ำย่อยออกมาแล้ว แต่ไม่มีอาหาร ก็กัดกระเพาะกันไปอีก เขาถึงบอกว่าการทานอาหารให้ตรงเวลาเป็นเรื่องสำคัญ

3. โรคมะเร็งลำไส้
สืบเนื่องมาจากข้อที่แล้ว เมื่อระบบการลำเลียงอาหาร การย่อยอาหารผิดปกติ ก็อาจส่งผลให้การทำงานลำไส้ผิดปกติไปด้วย เป็นเหตุให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็นลำไส้อักเสบ หรือมะเร็งลำไส้ได้

4. โรคเบาหวาน
เมื่อกลางคืนตาสว่างนั่งปั่นงาน แต่ตอนกลางวันง่วงซึม ไม่ร่าเริงสดใส จึงขาดการดูแลเอาใจใส่ร่างกาย ทั้งเรื่องการเลือกทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ และการเผาผลาญพลังงานด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะฉะนั้นใครที่ซ้ำร้ายยังติดแป้ง ติดน้ำตาล ติดเครื่องดื่มหวานๆ ก็อาจมีสิทธิ์ได้โรคเบาหวานเป็นของแถมอีกต่างหาก

5. ฮอร์โมนผิดปกติ
เมื่อฮอร์โมนที่เป็นตัวรักษาสมดุลของร่างกายในทุกด้านทำงานผิดปกติ จะทำให้คุณกลายเป็นคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวซึมเศร้า เดี๋ยวเหวี่ยงวีน นอกจากนี้ยังอาการอื่นๆ อีกมากมายที่มาจากฮอร์โมนผิดปกติ เช่น รอบเดือนเดี๋ยวมาเดี๋ยวขาด เสี่ยงเป็นซีสต์ที่หน้าอกหรือรังไข่ หรือมีอาการต่อมน้ำเหลืองทำงานผิดปกติ เป็นต้น

😄วิธีปรับเวลานอนให้เป็นปกติ นอนกลางคืน ทำงานกลางวัน
● เข้านอนแต่หัวค่ำ ทำใจให้สบาย อาจนั่งสมาธิ ดื่มนมอุ่นๆ แก้วเล็กๆ ฟังบทสวดธรรมมะ หรือฟังเพลงช้าๆ เบาๆ ปิดไฟนอน เพิ่มกลิ่นอโรมาในห้องนอนที่ทำให้จิตใจผ่อนคลาย

● ตื่นนอนตอนเช้าเวลาเดิมๆ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะรู้สึกง่วงมากแค่ไหนก็ตาม หากได้ตื่นเวลาเดิมๆ เป็นประจำ จะทำให้ร่างกายมีความคุ้นชินกับนาฬิกาชีวิตใหม่ และจะค่อยๆ ปรับให้เป็นปกติได้อย่างช้าๆ

● หลีกเลี่ยงการทำงานผิดเวลาเป็นเวลานานๆ ควรรู้จักแบ่งสรรจัดเวลาในการทำงาน ทานข้าว และพักผ่อนให้เป็นเวลาตามปกติ ไม่ล้ำเส้นกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง

● หากง่วงนอนในตอนกลางวัน ไม่ควรนอน เพราะจะทำให้ตอนกลางคืนไม่ง่วงตามที่ควรจะเป็น แต่หากง่วงนอนมากๆ ควรใช้วิธีงีบหลับสั้นๆ ไม่เกิน 30 นาทีเท่านั้น

#5โรคเสี่ยงหากกลางวันง่วงกลางคืนตาสว่าง
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

รักษา"โรคเครียดลงกระเพาะ"ด้วยตัวเอง



จุกเสียดแน่น, ท้องอืด, อาหารไม่ย่อย, goodbody4u, นิชาภา

รักษา"โรคเครียดลงกระเพาะ"ด้วยตัวเอง

โรคเครียดลงกระเพาะมักจะเป็นเรื้อรัง แต่หากดูแลรักษาตัวเองอย่างถูกวิธีก็สามารถหายขาดได้ ด้วยวิธีดังนี้

1. กินอาหารให้เป็นเวลา และครบ 3 มื้อ

2. เลี่ยงอาหารรสจัด อาหารย่อยยาก ของทอด ของหมักดอง

3. งดสูบบุหรี่ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

4. ออกกำลังกาย กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟินช่วยคลายเครียด อารมณ์สดใสขึ้น

5. ทำกิจกรรมคลายเครียด ให้ร่างกายได้ปลดปล่อยความเครียด ลดอารมณ์แปรปรวนต่างๆ

#รักษาโรคเครียดลงกระเพาะด้วยตัวเอง
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

5 สัญญาณอันตรายเสี่ยง "เครียดลงกระเพาะ"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

5 สัญญาณอันตรายเสี่ยง "เครียดลงกระเพาะ"

แท้จริงแล้วก็คือโรคกระเพาะที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา แต่เป็นการสั่งการของสมองนั่นเอง
โรคกระเพาะอาหารที่มีสาเหตุจากความเครียดมีอาการเหมือนกับโรคกระเพาะที่เกิดจากการกินอาหารผิดเวลา โดยอาการที่มักพบได้บ่อยๆ คือ

1. คลื่นไส้อาเจียน เสียดทรวงอกหลังกินอาหาร

2. ปวดแสบบริเวณช่องท้อง และลิ้นปี่ แต่จะหายเมื่อได้กิน

3. ท้องอืด เฟ้อ รู้สึกเหมือนมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นจำนวนมาก

4. เรอบ่อย มีกลิ่นเหม็นน้ำย่อย เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์

5. อาเจียน หรือขับถ่ายออกมาเป็นเลือดหรือมีสีดำ บ่งบอกว่ามีเลือดออกในกระเพาะอาหาร

#เครียดลงกระเพาะ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

สัญญาณเตือนเมื่อ"เครียดเกินไป"



ความเครียด, เครียด, กระเพาะอาหาร, goodbody4u, นิชาภา
สัญญาณเตือนเมื่อ"เครียดเกินไป"

1. หายใจเร็ว รูจมูกขยาย จากการที่ปอดขยายตัวสร้างออกซิเจนสู่กล้ามเนื้อมากขึ้น ต้องการช่องทางเดิน อากาศที่กว้างมากขึ้น

2. ขนลุก เนื่องจากเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังหดตัว

3. อยากอาหารมากกว่าปกติ เนื่องจากต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนเร่งการเผาผลาญอาหารออกมามาก ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นจนอยากอาหาร

4. คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากการทำงานของกระเพาะ และลำไส้หยุดลง กรดในกระเพาะจึงเพิ่มขึ้น รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ นอนไม่หลับ

#สัญญาณเตือนเมื่อเครียดเกินไป
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

โรคกรดไหลย้อน VS โรคกระเพาะอาหาร

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

โรคกรดไหลย้อน VS โรคกระเพาะอาหาร

โรคกรดไหลย้อน
ภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อน
กลับขึ้นไปในหลอดอาหาร อาจทำให้เกิด
อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก

โรคกระเพาะอาหาร
เกิดจากการอักเสบ หรือเกิดการระคาย
เคืองบริเวณเยื่อบุภายในกระเพาะอาหาร
อาการปวด หรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่

Green Curmin + Curmin Max
ช่วยดูแลคุณจาก กรดไหลย้อน โรคกระเพาะ ได้
ลองมาหลายวิธีไม่ดีขึ้น แนะนำลอง
==================
👉 แบบแคปซูล 1 กล่องมี 30 แคปซูล 950 บาท
👉 แบบน้ำ 1 กล่องมี 6 ขวด 540 บาท
🚚 มีบริการเก็บเงินปลายทาง
==================
สอบถาม/สั่งซื้อ
โทร : 062-3264622
Line : @goodbody
Inbox: https://m.me/goodbody4u

6 ประโยชน์ดีๆ ของกระชาย



อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

6 ประโยชน์ดีๆ ของกระชาย


1. บรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ โดยเลือกทานรากของกระชายสดแบบไม่ต้องปอกเปลือก วันละ 3 มื้อก่อนอาหาร 15 นาที จะช่วยบรรเทาแสบกระเพาะอาหารได้


2. รักษาแผลในปาก 
กลั้วปากด้วยกระชายปั่นน้ำผสมเกลือเล็กน้อย กรองเอาแต่น้ำมาบ้วนปาก 3 วัน

3. แก้เชื้อราจากอาการต่างๆ 
เช่น คันหนังศีรษะ กลาก เกลื้อน น้ำกัดเท้า โดยใช้น้ำมันที่ผสมกับผงกระชายมาทาบริเวณที่มีอาการ หรือผสมยาสระผม เพื่อแก้อาการคันศีรษะ

4. ลดน้ำตาลในเลือด 
โดยปั้นผงกระชายที่ผสมกับน้ำผึ้งเป็นก้อนๆ ทานวันละ 3 ลูกก่อนนอน

5. บำรุงกำลัง 
เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอวัย แก้โรคนกเขาไม่ขัน โดยทานเป็นแคปซูลบรรจุผลกระชายแห้ง ทานวันละ 1 แคปซูล (250 มิลลิกรัม) ก่อนอาหารเช้า หรือจะใส่กระชายลงไปในเมนูอาหารที่ทานก็ได้

6. บำรุงหัวใจ
ดื่มน้ำอุ่นที่ชงด้วยผงกระชายแห้งจากส่วนราก และเหง้า 1 ช้อนชา

#6ประโยชน์ดีของกระชาย
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

8 พฤติกรรมทำร้าย "กระเพาะอาหาร"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

8 พฤติกรรมทำร้าย "กระเพาะอาหาร"


1. รับประทานอาหารรสจัด


2. รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา

3. ดื่มกาแฟบ่อยๆ หรือมากเกินไป

4. รับประทานยาแก้ปวด ที่มีผลข้างเคียงที่ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร

5. รับประทานยาตอนที่ท้องยังว่าง

6. สูบบุหรี่

7. ดื่มน้ำอัดลม