แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระเพาะอาหาร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระเพาะอาหาร แสดงบทความทั้งหมด

นาฬิกาชีวิตทำงานอย่างไร?

กระเพาะอาหาร, ตับ, ปอด, goodbody4u, นิชาภา


นาฬิกาชีวิตทำงานอย่างไร?


05.00 - 07.00 เวลาของลําไส้ใหญ่ ตื่นมาขับถ่ายกันดีกว่า
"ตื่นนอน และดื่มน้ำมากๆ เพื่อกระตุ้นระบบขับถ่าย" ลำไส้ใหญ่จะทำงานได้ดีในเวลานี้ ทำให้ของเสียและกากอาหารถูกขับออกจากร่างกายได้ดีที่สุด ถ้าเราไม่ถ่าย ร่างกายจะดูดซึม ของเสียเข้าสู่ร่างกายอีกรอบ ส่งผลกระทบมากมาย เช่น เป็นหวัด ไอ สิว ร้อนใน ท้องผูก แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร มะเร็งลําไส้ เป็นต้น

07.00 - 09.00 เวลาของกระเพาะอาหาร มาทานอาหารเช้ากัน
"ร่างการต้องการพลังงาน ฉะนั้นอาหารเช้าจําเป็นสุดๆ" ห้ามงดอาหารเช้าเด็ดขาด ช่วงนี้กระเพาะอาหารจะแข็งแรง สามารถย่อยอาหาร และดูดซึมได้ดีที่สุด ถ้าเราไม่ทานอาหาร กระเพาะ และม้ามจะอ่อนแอ ประกอบกับร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่จําเป็น ทําให้ร่างกายสร้างเลือดได้น้อย เลือดที่จะไปเลี้ยงสมองอาจไม่พอ มีผล ต่อสมาธิ ความจํา การตัดสินใจซ้า ขี้กังวล แก่เร็ว ระยะยาวอาจจะอ้วนได้

09.00 - 11.00 เวลาของม้าม และตับอ่อน ร่างกายกระปรี้กระเปร่า พร้อมทำงานแล้ว
"ช่วงเวลานี้ร่างกายตื่นตัวมาก กระปรี้กระเปร่า การทํางานหรือทํากิจกรรมอะไรจะได้ผลดี" เพราะม้ามจะดูดซึมสารอาหารที่มีประโยชน์ จากอาหารเช้า และส่งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าเราทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ ม้ามก็จะนําสารอาหารดีๆ ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ทําให้ร่างกายสดชื่น สมองทํางานได้ดี

11.00 - 13.00 เวลาของหัวใจ ผ่อนคลาย นั่งทานข้าวเที่ยงแบบชิลล์ๆ
"เป็นช่วงเวลาของหัวใจ ที่ทําหน้าที่สูบฉีดเลือด และสารอาหารไปเลี้ยงทั้งร่างกาย" ซึ่งจะทํางานหนักที่สุด ช่วงนี้ระดับความดันเลือดในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ฉะนั้นช่วงเวลานี้ ห้ามเครียดเด็ดขาด ถ้าเราทําจิตใจให้สบาย ผ่อนคลาย ถือเป็นการดูแล กะนุถนอมหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย

13.00 - 15.00 เวลาของลําไส้เล็ก งดอาหารด้วยนะ
"ช่วงเวลานึ้งดอาหารทุกชนิด อย่าทานของจุกจิก เพราะจะเป็นการรบกวนการทํางานของลําไส้เล็ก" ซึ่งมีหน้าที่ย่อย แยกแยะ และดูดซึมอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินบี โปรตีน ซึ่งทําหน้าที่สร้างกรดอะมิโน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างเซลล์สมอง เวลานี้สมองซีกขวาทํางานดี ทั้งเรื่องความจํา จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน

15.00 - 17.00 เวลาของกระเพาะปัสสาวะ ดื่มน้ำบ่อยๆ และออกกําลังกาย
"ช่วงเวลานี้กระเพาะปัสสาวะ รอกําจัดของเสียออกจากร่างกาย" เพราะฉะนั้นช่วงนี้ควรดื่มน้ำเยอะๆ อย่ากลั้นปัสสาวะ การกลั้นปัสสาวะจะทําให้ปัสสาวะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด มีผลในเรื่องความจํา ไทรอยด์ และระบบสืบพันธุ์ รวมทั้งจะทําให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบอีกด้วย และช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่หลอดเลือดหัวใจ และกล้ามเนื้อในร่างกายมีความแข็งแรง เหมาะที่จะออกกําลังกาย ทําให้เหงื่อออก เพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกายอีกทางหนึ่ง

17.00 - 19.00 เวลาของไต สดชื่น แจ่มใส
ช่วงเวลานี้ยังไม่ควรเข้านอน เพราะจะทําให้ไตทํางานหนัก ควรออกกําลังกายหรือทํางานบ้าน เพื่อให้ร่างกายสดขึ้น แอคทีฟ เพิ่มความดันเลือด แถมช่วยให้ผิวสดใสแข็งแรง เปล่งปลั่งอีกด้วย ช่วงนี้ไตทําหน้าที่หนักในการกรองของเสียออกจากเลือด และรักษาสมดุลในร่างกาย

19.00 - 21.00 เวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ทําจิตใจให้ผ่อนคลาย เข้าสู่โหมดธรรมะ นั่งสมาธิ
ช่วงเวลานี้ร่างกายต้องการความสงบ หยุดนิ่ง จะช่วยให้จิตใจ และร่างกายพร้อมที่จะเข้านอน ไม่ควรทําอะไร ตื่นเต้น หรือใช้พลังงานเยอะ เช่น ออกกําลังหนักๆ หรือทานอาหารปริมาณมาก เพราะจะทําให้นอนไม่หลับ เนื่องจากเยื่อหุ้มหัวใจเป็นส่วนประกอบสําคัญของหัวใจ และช่วงเวลานี้มีความสําคัญในการทํางานของระบบ หมุนเวียนเลือด และส่งอาหาร ออกซิเจน เม็ดเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย

21.00 - 23.00 เวลาการทํางานของระบบอุณหภูมิในร่างกาย นอนกันเถอะ
ทําร่างกายให้อบอุ่น ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงนี้ จะทําให้ป่วยง่าย อ่อนแอ เพราะช่วงนี้ร่างกายต้องการความอบอุ่น ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ระบบหายใจ (หัวใจ ปอด) ระบบย่อยอาหาร (กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ) และระบบขับถ่าย (ไต กระเพาะปัสสาวะ ลําไส้เล็ก) พร้อมปรับสมดุลในร่างกาย อุณหภูมิในร่างกายจะค่อยๆ ลดลง ร่างกายเริ่มหลั่งเมลาโทนิน ช่วงนี้จึงควรนอนหลับพักผ่อน อย่าลืมจิบน้้ำนิดหน่อยก่อนนอน

23.00 - 01.00 เวลาของถุงน้ำดี
ที่ต้องจิบน้ำก่อนนอนช่วง 21.00 - 23.00 น. ก็เพราะช่วงเวลานี้จะมีผลกับถุงน้ำดี เพราะถุงน้ำดีเป็นถุงสํารอง เก็บน้ำดีที่ได้จากตับ พร้อมส่งไปช่วยย่อยไขมันในลําไส้เล็ก หรือถ้าอวัยวะใดในร่างกายขาดน้ำ จะดึงน้ำจากถุงน้ำดี ถ้ามีการดึงมากเกินไป ทําให้น้ำดีข้น เป็นผลทําให้สายตาเสื่อม เหงือกบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ปวดหัว

01.00 - 03.00 เวลาของตับ หลับให้สนิท ช่วยให้อ่อนกว่าวัย
เป็นเวลาที่ต้องพักผ่อน เพื่อให้เลือดไหลเวียนมาที่ตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตับจะหลั่งสารที่ช่วยฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เพราะขณะที่เรานอนหลับ ตับจะกําจัดของเสียออกจากร่างกาย พร้อมเก็บสะสมเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยนำมาสกัด และเก็บในรูปของไกลโคเจน

เพราะฉะนั้นถ้าช่วงเวลานี้เราไม่หลับ จะทำให้เลือดในตับน้อย ส่งผลให้ตอนเช้าเวียนหัว มึนหัว อ่อนเพลีย กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดได้ และตับยังมีหน้าที่ดูแลเส้นผม ขน เล็บของเราให้แข็งแรงสวยงามอีกด้วย

03.00 - 05.00 เวลาของปอด เตรียมตื่น รับอากาศให้เต็มปอด
ใครอยากมีผิวเด้ง หน้าใส ต้องตื่นช่วงเวลานี้นะ เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า ทำให้ระบบหายใจทำงานเต็มที่ เป็นช่วงเวลาที่ปอดทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างเต็มที่ พร้อมแจกจ่ายไปยังเซลล์ต่างๆ ใหได้รับออกซิเจนเพียงพอ

#นาฬิกาชีวิตทำงานอย่างไร
#นาฬิกาชีวิต
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

11 อาหาร "โรคกระเพาะ"ควรหลีกเลี่่ยง!

จุกเสียดแน่น, ท้องอืด, อาหารไม่ย่อย, goodbody4u, นิชาภา


11 อาหาร “โรคกระเพาะ”ควรหลีกเลี่ยง!

1. อาหารรสจัด
ได้แก่ อาหารที่มีรสเผ็ด รสเปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด อาหารรสจัดจะกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณกระเพาะอาหาร ก่อให้เกิดอาการปวดท้องข้างซ้าย จุกเสียดท้องได้
2. ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
เป็นข้อสงสัยอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ในประเด็นคนเป็นโรคกระเพาะกินกาแฟได้ไหม? เป็นโรคกระเพาะกินชาได้หรือเปล่า? คำตอบคือถ้าไม่อยากให้อาการโรคกระเพาะกำเริบ หรือกลับมาเป็นโรคกระเพาะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ควรห่างจากชากาแฟสักพักใหญ่ๆ เนื่องจากกาแฟและชาชนิดต่างๆ เป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น กัดกระเพาะเราจนรู้สึกแสบท้องไปอีก รวมทั้งช็อกโกแลตร้อนๆ และอาหารที่มีส่วนผสมของช็อกโกแลตก็ต้องงดไปก่อน
3. น้ำอัดลม
น้ำอัดลมทุกชนิดก็มีคาเฟอีนผสมอยู่ในจำนวนไม่น้อย อีกทั้งในน้ำอัดลมยังมีแก๊สที่ส่งผลให้เกิดอาการแน่นท้องเนื่องจากแก๊สในกระเพาะเยอะ สรุปง่ายๆ ว่านอกจากคาเฟอีนในน้ำอัดลมจะเป็นตัวเร่งให้เซลล์ผลิตน้ำย่อยแล้ว ในน้ำอัดลมยังอุดมไปด้วยแก๊ส ต้นเหตุของอาหารท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย โดยเฉพาะคนที่ดื่มน้ำอัดลมในขณะท้องว่าง อาการแสบท้อง แน่นท้อง อันเป็นหนึ่งในอาการของโรคกระเพาะก็จะถามหา
4. เครื่องดื่มชูกำลัง
เครื่องดื่มชูกำลังทุกชนิดมีส่วนผสมของคาเฟอีนอยู่เช่นกัน ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยต่อกระเพาะอาหาร คนที่เป็นโรคกระเพาะอยู่แล้วก็ควรงดเครื่องดื่มชูกำลังไปด้วย
5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารจึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุรา เบียร์ ไวน์ หรือค็อกเทลชนิดต่างๆ ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในขณะที่ท้องว่าง
6. อาหารไขมันสูง ของทอด
เป็นอาหารที่ย่อยยาก กระเพาะจึงจำเป็นต้องหลั่งน้ำย่อยออกมาเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมันในปริมาณมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลกระทบให้กับคนที่เป็นโรคกระเพาะรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด และแสบท้องเนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารได้ ฉะนั้นของทอด อาหารมันๆ เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ จึงควรเลี่ยงไว้เป็นดี
7. ของหมักดอง
อาหารประเภทหมักดองทุกชนิดมักจะมีรสเปรี้ยว รวมทั้งมีความเป็นกรดซ่อนอยู่ในนั้น คนเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากของรสจัด อาหารหมักดองจะไปกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย ทำให้กระเพาะอาหารเกิดความระคายเคืองขึ้นได้
8. ผลิตภัณฑ์จากถั่ว
ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่วอย่างน้ำเต้าหู้ เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ก็เป็นอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ด้วยเช่นกัน สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารและอยากหาย แนะนำให้เลี่ยงผลิตภัณฑ์จากถั่วทุกชนิด ทุกรูปแบบ
9. ผักดิบ
ผักเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีส่วนช่วยให้ระบบลำไส้และการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นก็จริง ทว่าในกรณีที่กินผักดิบ ผักบางชนิดอาจเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ปั่นอาการโรคกระเพาะให้กำเริบขึ้นมาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะผักดิบอย่าง ถั่วฝักยาว บรอกโคลี กะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง มันฝรั่ง มันเทศ และหัวหอม คนเป็นโรคกระเพาะกินผักเหล่านี้แบบดิบๆ อาจไม่ค่อยสบายท้องสักเท่าไร
10. ผลไม้รสเปรี้ยว
โดยเฉพาะในตอนท้องว่าง ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะควรงดการรับประทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างสับปะรด ส้ม หรือมะนาว เพราะความเป็นกรดในผลไม้เหล่านี้อาจทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้
11. เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ
เนื้อสัตว์อย่างเนื้อหมู เนื้อวัว เป็นอาหารที่ย่อยยากอยู่แล้ว และหากกินเนื้อสัตว์แบบสุกไม่พอ กินแบบสุกๆ ดิบๆ กระเพาะอาหารก็จะย่อยเนื้อสัตว์เหล่านี้ได้ยากขึ้น น้ำย่อยก็จะหลั่งออกมาย่อยอาหารเหล่านี้มากกว่าปกติ และใช้เวลาย่อยอาหารประเภทนี้นาน เสี่ยงทำให้กระเพาะอาหารระคายเคืองได้เช่นกัน
#อาหารโรคกระเพาะควรหลีกเลี่่ยง #โรคกระเพาะ
#โรคกระเพาะอาหาร #กระเพาะอักเสบ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

8 พฤติกรรมทำร้าย "กระเพาะอาหาร"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

8 พฤติกรรมทำร้าย "กระเพาะอาหาร"


1. รับประทานอาหารรสจัด


2. รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา

3. ดื่มกาแฟบ่อยๆ หรือมากเกินไป

4. รับประทานยาแก้ปวด ที่มีผลข้างเคียงที่ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร

5. รับประทานยาตอนที่ท้องยังว่าง

6. สูบบุหรี่

7. ดื่มน้ำอัดลม


ดูแลสุขภาพ ด้วยอาหาร 7 สี

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

ดูแลสุขภาพ ด้วยอาหาร 7 สี

1.สีแดง หมายถึง
ระบบที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศ ไม่ว่าจะเป็น มดลูก รังไข่ และต่อมลูกหมากสามารถพบได้ในผลไม้ เช่น มะเขือเทศ บีทรูท แตงโม พริก

2.สีส้ม
เกี่ยวข้องกับท้องน้อย ลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ พบได้ใน แครอท ส้ม มะละกอสุก

3.สีเหลือง 
เกี่ยวข้องกับตับและกระเพาะอาหาร พบใน กล้วย ข้าวโพด ฟักทอง มะม่วง

4.สีเขียว
เกี่ยวข้องกับหน้าอก และหัวใจพบในผักใบเขียว และผลไม้ทั่วไป

5.สีฟ้า
เกี่ยวข้อง กับลำคอ สามารถทดแทนได้ด้วยอาหารทะเล

6.สีน้ำเงิน
เกี่ยวข้องกับใบหน้า พบได้ในอัญชัน

7.สีม่วง
เกี่ยวข้องกับระบบสมอง พบในมะเขือม่วง กะหล่ำม่วง มันสีม่วง เบอรี่ชนิดต่าง เป็นต้น

#ดูแลสุขภาพด้วยอาหาร7สี
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u