แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท้องเฟ้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท้องเฟ้อ แสดงบทความทั้งหมด

6 ประโยชน์ของ"พริกไทยดำ" ที่แสนน่าทึ่ง

ไอมีเสมหะ, แน่นท้อง, อาหารไม่ย่อย, goodbody4u, นิชาภา


6 ประโยชน์ของ"พริกไทยดำ" ที่แสนน่าทึ่ง

1. บรรเทาอาการไอมีเสมหะ
การแพทย์ชนบทของอังกฤษ และแพทย์แผนจีนใช้ชาพริกไทยดำผสมน้ำผึ้งบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะมาอย่างยาวนานแล้ว เนื่องจากพริกไทยดำมีรสเผ็ดร้อนจึงสามารถละลายเสมหะที่ติดอยู่ในลำคอให้ทางเดินหายใจสะดวกขึ้นได้ ส่วนน้ำผึ้งก็มีสรรพคุณคล้ายยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติ กำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียอย่างหมดจด อาการไอแถมเสมหะของเราจึงเบาบางลงเพียงแค่ดื่มชาพริกไทยดำผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ สักแก้ว
2. ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ
ผลการศึกษา น้ำมันสกัดจากพริกไทยดำสามารถลดความอยากสูบบุหรี่ของคนที่ตั้งใจจะเลิกบุหรี่ได้ชะงัด ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่ากลิ่นเผ็ดร้อนของพริกไทยดำที่ถูกสูดผ่านหลอดลมจะคล้ายความรู้สึกตอนที่สูบบุหรี่เลยเชียว ดังนั้นใครอยากเลิกบุหรี่ก็ลองหาน้ำมันสกัดจากพริกไทยดำมาชุบสำลีแล้วดมดู
3. บรรเทาอาการคัดจมูก
พริกไทยดำถือว่าเป็นยาบรรเทาอาการคัดจมูกที่ธรรมชาติส่งมาให้ เพราะว่าในพริกไทยดำจะมีสารเคมีตัวหนึ่งซึ่งสามารถทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ในจมูกระคายเคืองจนต้องไล่น้ำมูกออกมาโดยเร็ว ฉะนั้นจมูกก็จะโล่งมากขึ้น โดยการใช้พริกไทยดำเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกให้ใช้น้ำมันสกัดจากพริกไทยดำ 3 หยด นำไปต้มในน้ำ 1 ถ้วยตวง แล้วผสมน้ำมันยูคาลิปตัสลงไปเล็กน้อย ต้มจนไอร้อนพุ่งตัวออกมาแล้วจึงนำน้ำต้มนั้นมาสูดดมเพื่อบรรเทาอาการได้เลย
4. รักษาอาการเคล็ดขัดยอก
อาการเคล็ดขัดยอกจากการออกกำลังกายหรืออุบัติเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อ สามารถบรรเทาได้โดยนำน้ำมันสกัดจากพริกไทยดำ 2 หยด ผสมกับน้ำมันสกัดจากโรสแมรี่ ประมาณ 4 หยด เข้าด้วยกัน (คุณสามารถผสมน้ำมันสกัดจากขิงแทนน้ำมันสกัดจากโรสแมรี่ได้) แล้วนำมานวดบริเวณที่เคล็ดขัดยอกเบา ๆ ฤทธิ์ร้อนของพริกไทยดำจะซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อและช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งจนเกิดอาการเคล็ดขัดยอก
5. ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
หากรู้สึกแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย หรือเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองเติมเมนูพริกไทยดำลงในมื้ออาหารดู พริกไทยดำจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งเป็นกรดในช่องท้องที่มีหน้าที่ปรับสมดุลการย่อยของอาหาร ทำให้ท้องไส้ทำงานเป็นปกติมากขึ้น
6. บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส
พริกไทยดำมีสารต้านอนุมูลอิสระและมีสรรพคุณในการต้านเชื้อแบคทีเรียค่อนข้างสูง เราจึงสามารถนำพริกไทยดำมาขัดผิวเพื่อให้พริกไทยดำช่วยชำระล้าง ผิวให้ผ่องใสได้สบายๆ อีกทั้งคุณสมบัติเรื่องความร้อนยังช่วยเปิดรูขุมขนให้ผิว คราวนี้ความสกปรกและไรฝุ่นที่ฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนังก็จะถูกกำจัดออกไปจนเกลี้ยง สะดวกกับการชโลมครีมบำรุงผิวพรรณขั้นล้ำลึกอีกด้วย
#6ประโยชน์ของพริกไทยดำ พริกไทยดำ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน

10 ยาสมุนไพร...แก้อาการอะไรบ้าง?

กระเพาะอาหาร, ปวดกล้ามเนื้อ, กล้ามเนื้อักเสบ

10 ยาสมุนไพร...แก้อาการอะไรบ้าง?
.
.
✦ ยาขมิ้นชัน (แคปซูล เม็ด) แก้จุกเสียดแน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ
✦ ยาระบายมะขามแขก (แคปซูล ยาชง) แก้อาการท้องผูก
✦ ยาผสมเพชรสังฆาต (แคปซูล) แก้อาการริดสีดวงทวารหนัก
✦ ยาเถาวัลย์เปรียง (แคปซูล) แก้ปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ
✦ ยาฟ้าทะลายโจร (แคปซูล เม็ด ลูกกลอน) แก้อาการเจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โรคหวัด
✦ ยาขิง (แคปซูล ยาชง) แก้อาการท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด คลื่นไส้ อาเจียน จากเมารถ เมาเรือ หรือหลังผ่าตัด
✦ ยาธรณีสันฑะฆาต (แคปซูล เม็ด ยาผง ลูกกลอน) แก้กษัยเส้น
✦ ยาพญายอ (ครีม) แก้อาการของเริม และงูสวัด
✦ ยารางจืด (แคปซููล) แก้ร้อนใน ถอนพิษไข้
✦ ยาชุมเห็ดเทศ (แคปซูล ยาชง) แก้อาการท้องผูก

#10ยาสมุนไพรแก้อาการอะไรบ้าง
#สมุนไพรไทย
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

8 สัญญาณเตือน "ลำไส้กำลังมีปัญหา"

ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, อาหารไม่ย่อย, goodbody4u, นิชาภา

1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก
ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยจะบ่งบอกว่าลำไส้ไม่สามารถย่อยอาหารให้กลายเป็นพลังงานได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจบอกว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้รั่ว ภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากเกินไป หรือโรคกรดไหลย้อน และจำเป็นต้องรับประทานยาทุกวัน ทว่านี่ไม่ใช่การรักษาต้นตอของอาการ เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้ลำไส้เสียหายรุนแรงได้ ดังนั้นควรรักษาให้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
2. ลดน้ำหนักไม่ลงโดยเฉพาะรอบเอว
คำอธิบายง่ายๆ สำหรับข้อนี้คือ ลำไส้ส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญ เนื่องจากไม่มีเชื้อจุลชีพในการย่อยไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคือของเสียจะถูกกักเก็บไว้เป็นเนื้อเยื่อไขมันซึ่งปกติจะสะสมอยู่ตามรอบเอว
3. ไม่สบายบ่อย
ระบบภูมิคุ้มกันอย่างน้อยร้อยละ 70 อยู่ในลำไส้ ซึ่งหมายความว่าหากลำไส้ขาดความสมดุล ก็มีโอกาสรับเชื้อไวรัสมากขึ้น และป่วยบ่อยเนื่องจากร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำว่าควรรักษาลำไส้ก่อนที่จะต้องรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ
4. ผิวพรรณเริ่มย่ำแย่
ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย และสามารถบ่งบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน เช่น อาจสังเกตว่าเมื่อไหร่ที่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง แต่เมื่อใดที่ป่วยหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดใบหน้าก็จะหม่นหมอง นั่นเป็นเพราะผู้ที่มีผิวพรรณดีมีแนวโน้มว่าจะมีแบคทีเรียลำไส้ดี ในทางกลับกันหากขาดความสมดุลก็จะหมายถึงการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และฮอร์โมนแปรปรวนทำให้มีโอกาสเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ ผิวแห้ง หรือผิวมันมาก และโรคผิวหนังอักเสบ
5. เหนื่อยง่าย และอ่อนเพลีย
หน่วยงานป้องกันโรคติดต่อ ประเมินว่ามีชาวอเมริกันอย่างน้อยหนึ่งล้านคนที่ป่วยเป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคลำไส้รั่ว ดังนั้น ต้องรักษาสุขภาพของระบบย่อยอาหารก่อน
6. เครียด อารมณ์แปรปรวน หรือซึมเศร้า
รู้หรือไม่ว่าสารเซโรโทนิน หรือสารสื่อประสาทที่ช่วยกำหนดอารมณ์ที่สำคัญของคุณร้อยละ 95 นั้น อันที่จริงอยู่ในลำไส้ไม่ใช่อยู่ในสมอง ความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันระหว่างสุขภาพลำไส้ กับสุขภาพประสาทจึงค่อนข้างชัดเจน
7. ความจำสับสน ความคิดไม่แจ่มใส
อาจรู้สึกว่าสมองไม่แล่นเอาเสียเลย ลืมกระทั่งคำศัพท์ง่ายๆ ลืมว่าวางโทรศัพท์ไว้ที่ไหน และแม้กระทั่งการคิดเลขในใจ สาเหตุคือ เมื่อลำไส้อักเสบ สมองก็อาจอักเสบด้วยเช่นกัน และทำให้กระบวนการรับรู้ล้มเหลว
8. มีปัญหาภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
ลำไส้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เมื่อลำไส้รั่ว แอนติบอดี้จะโจมตีอนุภาคที่หลุดออกไป ซึ่งอาจกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันมากเกินไปจนนำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น ไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตอ่อนล้า

#8สัญญาณเตือนลำไส้กำลังมีปัญหา
#ลำไส้อักเสบ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

7 สมุนไพรไทยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม

โรคกระเพาะ, โรคกระเพาะอาหาร, กระเพาะอักเสบเรื้อรัง, goodbody4u, นิชาภา

1. ขมิ้นชัน
เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์ร้อน แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย ที่สำคัญขมิ้นชันยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
2. กระชาย
เป็นสมุนไพรที่รสเผ็ดร้อน มักนำมาปรุงอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวปลา และอาหารทะเล กระชายยังมีประโยชน์ช่วยแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้เจริญอาหาร และยังเป็นยาบำรุงกำลังอีก อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการลดกลิ่นปาก และยังป้องกันฟันผุได้ผลดีมาก
3. ตะไคร้
สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยลดคลอเลสเตอรอล ลดระดับความดันในเลือด ขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับปัสสาวะ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ทั้งยังช่วยบำรุงไต และขับเหงื่อ
4. ขิง
นิยมนำมาปรุงเป็นอาหาร และเครื่องดื่ม สามารถช่วยขับลม ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ลดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลม และกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยนำขิงแก่ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว ตั้งทิ้งไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วนำมาดื่มระหว่างมื้ออาหารจะช่วยอาการท้องอืดได้ดี
5. ข่า
มีฤทธิ์ขับน้ำดีจึงช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดการอักเสบ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนได้ดี
6. พริกไทย
มีกลิ่นหอมฉุน มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยขับเหงื่อ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก ปวดฟัน ช่วยให้เจริญอาหาร และยังมีสารช่วยในการควบคุมการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้กระดูกแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเสื่อมของตับ
7. โหระพา
มีสรรพคุณขับลม ขับเหงื่อ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ แก้ไอ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูกได้ดี แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้เจริญอาหาร และยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้อีกด้วย
#7สมุนไพรไทยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อขับลม
#สมุนไพรแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

น้ำขิงแก้ "ท้องอืด ท้องเฟ้อ"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง, goodbody4u, นิชาภา

น้ำขิงแก้ "ท้องอืด ท้องเฟ้อ"

สูตรที่ 1
นำขิงประมาณ 30 กรัม มาชงในน้ำเดือด 500 มิลลิลิตร แช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วกรองน้ำมาดื่ม ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ

สูตรที่ 2 
นำขิงแก่มาต้ม กับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ เคี่ยวให้เหลือครึ่งเดียว ดื่มหลังอาหารจะช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ได้ดี

สูตรที่ 3  
นำผงขิงแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ ต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลแล้วดื่ม

#น้ำขิงแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

5 ผลเสียที่เกิดจาก "กินเร็วเกินไป"




อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

5 ผลเสียที่เกิดจาก "กินเร็วเกินไป"

1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ
สาเหตุหลักๆ ของอาการท้องอืดมักเกิดจากอาหารที่ทานเข้าไป อาจจะด้วยอาหารบางประเภทที่ทำปฏิกิริยากับระบบย่อยอาหารของเรา แต่ก็รวมถึงพฤติกรรมในการกินอาหารของเราด้วย คนที่กินเร็วมักเลือกทานอาหารที่อิ่มง่าย อิ่มไว จึงมักเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง น้ำตาล เนื้อสัตว์ และไขมัน นอกจากนี้ยังเคี้ยวไม่ละเอียด ซึ่งทำให้ย่อยยาก และเกิดเป็นอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ในภายหลัง

2. อ้วน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนที่กินเร็ว จะเสี่ยงอ้วนได้มากกว่าคนที่กินข้าวด้วยความเร็วปกติ หรือกินข้าวช้า โดยมากกว่า 70% ของคนอ้วน หรือคนที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะอ้วนมีนิสัยกินเร็ว เพราะส่วนใหญ่คนที่กินเร็วมักเป็นคนที่เคี้ยวไม่ค่อยละเอียด และกลืนลงท้องอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้อาหารตกถึงกระเพาะอาหารก็รีบๆ ยัดลงท้องให้หมดๆ ไป จนบางครั้งเราอาจจะลงเอยด้วยการกินมากกว่าปกติ เพราะกินหมดแล้วยังไม่อิ่ม จึงสั่งอาหารเพิ่มเพื่อกินให้อิ่มมากขึ้น

3. โรคเบาหวาน
การกินเร็วโดยเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน คนที่กินเร็วจะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน มากกว่าคนที่กินด้วยความเร็วตามปกติถึง 2.5 เท่าเลยทีเดียว

4. โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน
คนที่กินเร็วมักเคี้ยวไม่ละเอียด เมื่อชิ้นอาหารถูกลำเลียงไปที่กระเพาะอาหารด้วยชิ้นขนาดใหญ่เกินไป กระเพาะอาหารจึงหลั่งน้ำย่อยออกมาเพิ่มขึ้น และมีความเข้มข้นของกรดสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร และกรดไหลย้อนได้ในอนาคต นอกจากนี้หากปล่อยให้อาการหนักขึ้น อาจเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

5. โรคอาหารเป็นพิษ
เรื่องเหลือเชื่ออีกเรื่องคือ 5-10% ของอาหารที่เป็นพิษสามารถบ่งบอกได้จากรูป รส และกลิ่นของอาหาร แต่คนที่กินเร็วจะรับรู้รส และกลิ่นของอาหารได้น้อยกว่าคนปกติ (เพราะรีบทาน) ดังนั้นเมื่อความสามารถในการรับรู้รูป รส และกลิ่นน้อยลง ก็อาจเสี่ยงต่ออาหารเป็นพิษมากขึ้นด้วย

#5ผลเสียที่เกิดจากกินเร็วเกินไป
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน

5 ผลเสียที่เกิดจาก "กินเร็วเกินไป"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

5 ผลเสียที่เกิดจาก "กินเร็วเกินไป"
.
.
1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ
สาเหตุหลักๆ ของอาการท้องอืดมักเกิดจากอาหารที่ทานเข้าไป อาจจะด้วยอาหารบางประเภทที่ทำปฏิกิริยากับระบบย่อยอาหารของเรา แต่ก็รวมถึงพฤติกรรมในการกินอาหารของเราด้วย คนที่กินเร็วมักเลือกทานอาหารที่อิ่มง่าย อิ่มไว จึงมักเป็นอาหารที่เต็มไปด้วยแป้ง น้ำตาล เนื้อสัตว์ และไขมัน นอกจากนี้ยังเคี้ยวไม่ละเอียด ซึ่งทำให้ย่อยยาก และเกิดเป็นอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ในภายหลัง

2. อ้วน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนที่กินเร็ว จะเสี่ยงอ้วนได้มากกว่าคนที่กินข้าวด้วยความเร็วปกติ หรือกินข้าวช้า โดยมากกว่า 70% ของคนอ้วน หรือคนที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะอ้วนมีนิสัยกินเร็ว เพราะส่วนใหญ่คนที่กินเร็วมักเป็นคนที่เคี้ยวไม่ค่อยละเอียด และกลืนลงท้องอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้อาหารตกถึงกระเพาะอาหารก็รีบๆ ยัดลงท้องให้หมดๆ ไป จนบางครั้งเราอาจจะลงเอยด้วยการกินมากกว่าปกติ เพราะกินหมดแล้วยังไม่อิ่ม จึงสั่งอาหารเพิ่มเพื่อกินให้อิ่มมากขึ้น

3. โรคเบาหวาน
การกินเร็วโดยเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน คนที่กินเร็วจะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน มากกว่าคนที่กินด้วยความเร็วตามปกติถึง 2.5 เท่าเลยทีเดียว

4. โรคกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน
คนที่กินเร็วมักเคี้ยวไม่ละเอียด เมื่อชิ้นอาหารถูกลำเลียงไปที่กระเพาะอาหารด้วยชิ้นขนาดใหญ่เกินไป กระเพาะอาหารจึงหลั่งน้ำย่อยออกมาเพิ่มขึ้น และมีความเข้มข้นของกรดสูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร และกรดไหลย้อนได้ในอนาคต นอกจากนี้หากปล่อยให้อาการหนักขึ้น อาจเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

5. โรคอาหารเป็นพิษ
เรื่องเหลือเชื่ออีกเรื่องคือ 5-10% ของอาหารที่เป็นพิษสามารถบ่งบอกได้จากรูป รส และกลิ่นของอาหาร แต่คนที่กินเร็วจะรับรู้รส และกลิ่นของอาหารได้น้อยกว่าคนปกติ (เพราะรีบทาน) ดังนั้นเมื่อความสามารถในการรับรู้รูป รส และกลิ่นน้อยลง ก็อาจเสี่ยงต่ออาหารเป็นพิษมากขึ้นด้วย
.
.
#5ผลเสียที่เกิดจากกินเร็วเกินไป
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังกินอิ่ม .

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

7 สิ่งที่ไม่ควรทำหลังกินอิ่ม
.
.
1. อย่าสูบบุหรี่ทันที
ปกติการสูบบุหรี่ก็ไม่มีผลดีต่อสุขภาพอยู่แล้ว เพราะเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอย่างถุงลมโป่งพอง และมะเร็ง ทั้งนี้การสูบบุหรี่หลังอาหารเทียบได้กับการสูบบุหรี่ยามปกติถึงสิบมวน ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้มากขึ้นอีกด้วย ฉะนั้นหลังกินข้าวเสร็จแนะนำว่าอย่าพึ่งสูบบุหรี่ทันที

2. อย่าดื่มน้ำอัดลม หรือกินผลไม้ที่มีแก๊สเยอะทันที
การดื่มน้ำอัดลมหลังกินอิ่มจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มารบกวนการย่อยของอาหารเป็นอย่างมาก และการกินผลไม้ที่มีแก๊สเยอะหลังมื้ออาหาร ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะจะทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และมีลมในกระเพาะอาหาร ควรเลือกกินเป็นผลไม้ย่อยง่าย เช่น แตงโม ส้ม และเลี่ยงผลไม้ที่มีแก๊สเยอะอย่าง ทุเรียน

3. อย่าดื่มชาที่มีความเข้มข้นมากๆ ทันที
การดื่มชาที่เข้มข้นมากๆ จะมีผลทำให้กระเพาะอาหารดูดซับอาหารได้น้อยลง ทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ซึ่งจะทำให้ท้องผูกได้ ทางที่ดีควรจะดื่มชาหลังรับประทานอาหารไปแล้วประมาณ 2-3 ชั่วโมง

4. อย่ากินมากเกิน จนต้องคลายเข็มขัด หรือปลดกระดุม
กินให้พอดี และหากรู้สึกอิ่มแล้วให้หยุด ควรเว้นระยะห่างการกินอาหารในแต่ละมื้อประมาณ 3 ชั่วโมง รอให้อาหารย่อยเสร็จ...แล้วค่อยกินมื้อต่อไป อย่ากินเยอะจนเกินไปเพราะจะทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง จุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ และอย่ากินจุกจิกเพราะจะทำให้เกิดภาวะอ้วนได้

5. อย่าพึ่งอาบน้ำหลังกินอิ่ม
หลายคนเชื่อว่าจะส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งถ้าต้องการอาบน้ำ ควรอาบตอนที่อาหารเริ่มย่อยประมาณ 1-2 ชั่วโมง การอาบน้ำหลังกินข้าวในบางคนอาจเกิดอาการจุก หรือมีผลทำให้ท้องอืดบ่อย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับร่างกายเลย และการที่ท้องอืดบ่อยๆ ยังส่งผลทำให้ลำไส้อักเสบได้ง่ายอีกด้วย

6. อย่าออกกำลังกายทันที
การออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้พลังงานในร่างกายมาก ซึ่งในขณะที่กระเพาะก็ยังทำการย่อยอาหารอยู่ ประสิทธิภาพในการทำงานทั้งหมดทุกส่วนในร่างกาย หากทำพร้อมกันแบบนี้ไม่ดีแน่ ฉะนั้นหลังกินอาหารควรพักผ่อนเล็กน้อย และไม่ควรออกกำลังกายทันที

7. อย่านอนทันที
การนอนทันทีหลังทานอาหารเสร็จ จะทำให้เกิดลม หรือแก๊สในทางเดินอาหารได้ และทำให้ท้องอืด อีกทั้งยังทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้อีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะนอนควรเว้นระยะเวลามากกว่า 3 ชั่วโมงขึ้นไปหลังกินอิ่ม หรือหากิจกรรมที่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เช่น การเดินเบาๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร และช่วยในการเผาผลาญแคลอรี่
.
.
#กรดไหลย้อน #โรคกรดไหลย้อน #โรคกระเพาะ #โรคกระเพาะอาหาร#กระเพาะอักเสบเรื้อรัง #จุกเสียดแน่น #ท้องอืด #อาหารไม่ย่อย #เรอเปรี้ยว #แสบร้อนกลางอก #จุกคอ #กลืนลำบาก