แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แน่นท้อง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แน่นท้อง แสดงบทความทั้งหมด

6 ประโยชน์ของ"พริกไทยดำ" ที่แสนน่าทึ่ง

ไอมีเสมหะ, แน่นท้อง, อาหารไม่ย่อย, goodbody4u, นิชาภา


6 ประโยชน์ของ"พริกไทยดำ" ที่แสนน่าทึ่ง

1. บรรเทาอาการไอมีเสมหะ
การแพทย์ชนบทของอังกฤษ และแพทย์แผนจีนใช้ชาพริกไทยดำผสมน้ำผึ้งบรรเทาอาการไอแบบมีเสมหะมาอย่างยาวนานแล้ว เนื่องจากพริกไทยดำมีรสเผ็ดร้อนจึงสามารถละลายเสมหะที่ติดอยู่ในลำคอให้ทางเดินหายใจสะดวกขึ้นได้ ส่วนน้ำผึ้งก็มีสรรพคุณคล้ายยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติ กำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียอย่างหมดจด อาการไอแถมเสมหะของเราจึงเบาบางลงเพียงแค่ดื่มชาพริกไทยดำผสมน้ำผึ้งอุ่นๆ สักแก้ว
2. ช่วยให้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ
ผลการศึกษา น้ำมันสกัดจากพริกไทยดำสามารถลดความอยากสูบบุหรี่ของคนที่ตั้งใจจะเลิกบุหรี่ได้ชะงัด ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่ากลิ่นเผ็ดร้อนของพริกไทยดำที่ถูกสูดผ่านหลอดลมจะคล้ายความรู้สึกตอนที่สูบบุหรี่เลยเชียว ดังนั้นใครอยากเลิกบุหรี่ก็ลองหาน้ำมันสกัดจากพริกไทยดำมาชุบสำลีแล้วดมดู
3. บรรเทาอาการคัดจมูก
พริกไทยดำถือว่าเป็นยาบรรเทาอาการคัดจมูกที่ธรรมชาติส่งมาให้ เพราะว่าในพริกไทยดำจะมีสารเคมีตัวหนึ่งซึ่งสามารถทำให้เยื่อหุ้มเซลล์ในจมูกระคายเคืองจนต้องไล่น้ำมูกออกมาโดยเร็ว ฉะนั้นจมูกก็จะโล่งมากขึ้น โดยการใช้พริกไทยดำเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูกให้ใช้น้ำมันสกัดจากพริกไทยดำ 3 หยด นำไปต้มในน้ำ 1 ถ้วยตวง แล้วผสมน้ำมันยูคาลิปตัสลงไปเล็กน้อย ต้มจนไอร้อนพุ่งตัวออกมาแล้วจึงนำน้ำต้มนั้นมาสูดดมเพื่อบรรเทาอาการได้เลย
4. รักษาอาการเคล็ดขัดยอก
อาการเคล็ดขัดยอกจากการออกกำลังกายหรืออุบัติเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้อ สามารถบรรเทาได้โดยนำน้ำมันสกัดจากพริกไทยดำ 2 หยด ผสมกับน้ำมันสกัดจากโรสแมรี่ ประมาณ 4 หยด เข้าด้วยกัน (คุณสามารถผสมน้ำมันสกัดจากขิงแทนน้ำมันสกัดจากโรสแมรี่ได้) แล้วนำมานวดบริเวณที่เคล็ดขัดยอกเบา ๆ ฤทธิ์ร้อนของพริกไทยดำจะซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อและช่วยคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งจนเกิดอาการเคล็ดขัดยอก
5. ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
หากรู้สึกแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย หรือเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองเติมเมนูพริกไทยดำลงในมื้ออาหารดู พริกไทยดำจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดไฮโดรคลอริก ซึ่งเป็นกรดในช่องท้องที่มีหน้าที่ปรับสมดุลการย่อยของอาหาร ทำให้ท้องไส้ทำงานเป็นปกติมากขึ้น
6. บำรุงผิวพรรณให้ผ่องใส
พริกไทยดำมีสารต้านอนุมูลอิสระและมีสรรพคุณในการต้านเชื้อแบคทีเรียค่อนข้างสูง เราจึงสามารถนำพริกไทยดำมาขัดผิวเพื่อให้พริกไทยดำช่วยชำระล้าง ผิวให้ผ่องใสได้สบายๆ อีกทั้งคุณสมบัติเรื่องความร้อนยังช่วยเปิดรูขุมขนให้ผิว คราวนี้ความสกปรกและไรฝุ่นที่ฝังลึกอยู่ใต้ผิวหนังก็จะถูกกำจัดออกไปจนเกลี้ยง สะดวกกับการชโลมครีมบำรุงผิวพรรณขั้นล้ำลึกอีกด้วย
#6ประโยชน์ของพริกไทยดำ พริกไทยดำ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน

10 ยาสมุนไพร...แก้อาการอะไรบ้าง?

กระเพาะอาหาร, ปวดกล้ามเนื้อ, กล้ามเนื้อักเสบ

10 ยาสมุนไพร...แก้อาการอะไรบ้าง?
.
.
✦ ยาขมิ้นชัน (แคปซูล เม็ด) แก้จุกเสียดแน่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ
✦ ยาระบายมะขามแขก (แคปซูล ยาชง) แก้อาการท้องผูก
✦ ยาผสมเพชรสังฆาต (แคปซูล) แก้อาการริดสีดวงทวารหนัก
✦ ยาเถาวัลย์เปรียง (แคปซูล) แก้ปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ
✦ ยาฟ้าทะลายโจร (แคปซูล เม็ด ลูกกลอน) แก้อาการเจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โรคหวัด
✦ ยาขิง (แคปซูล ยาชง) แก้อาการท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด คลื่นไส้ อาเจียน จากเมารถ เมาเรือ หรือหลังผ่าตัด
✦ ยาธรณีสันฑะฆาต (แคปซูล เม็ด ยาผง ลูกกลอน) แก้กษัยเส้น
✦ ยาพญายอ (ครีม) แก้อาการของเริม และงูสวัด
✦ ยารางจืด (แคปซููล) แก้ร้อนใน ถอนพิษไข้
✦ ยาชุมเห็ดเทศ (แคปซูล ยาชง) แก้อาการท้องผูก

#10ยาสมุนไพรแก้อาการอะไรบ้าง
#สมุนไพรไทย
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

7 สมุนไพรไทยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม

โรคกระเพาะ, โรคกระเพาะอาหาร, กระเพาะอักเสบเรื้อรัง, goodbody4u, นิชาภา

1. ขมิ้นชัน
เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์ร้อน แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ดี ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย ที่สำคัญขมิ้นชันยังช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
2. กระชาย
เป็นสมุนไพรที่รสเผ็ดร้อน มักนำมาปรุงอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวปลา และอาหารทะเล กระชายยังมีประโยชน์ช่วยแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ทำให้เจริญอาหาร และยังเป็นยาบำรุงกำลังอีก อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพในการลดกลิ่นปาก และยังป้องกันฟันผุได้ผลดีมาก
3. ตะไคร้
สมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยลดคลอเลสเตอรอล ลดระดับความดันในเลือด ขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับปัสสาวะ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ทั้งยังช่วยบำรุงไต และขับเหงื่อ
4. ขิง
นิยมนำมาปรุงเป็นอาหาร และเครื่องดื่ม สามารถช่วยขับลม ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ลดอาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลม และกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยนำขิงแก่ทุบพอแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว ตั้งทิ้งไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วนำมาดื่มระหว่างมื้ออาหารจะช่วยอาการท้องอืดได้ดี
5. ข่า
มีฤทธิ์ขับน้ำดีจึงช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลดการอักเสบ บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน และยังช่วยยับยั้งแผลในกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อนได้ดี
6. พริกไทย
มีกลิ่นหอมฉุน มีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยขับเหงื่อ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก ปวดฟัน ช่วยให้เจริญอาหาร และยังมีสารช่วยในการควบคุมการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้กระดูกแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยยับยั้งการเสื่อมของตับ
7. โหระพา
มีสรรพคุณขับลม ขับเหงื่อ แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ แก้ไอ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูกได้ดี แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยให้เจริญอาหาร และยังสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้อีกด้วย
#7สมุนไพรไทยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อขับลม
#สมุนไพรแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

"ขมิ้นขาว" สรรพคุณเป็นยา...แถมรสชาติดี

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

"ขมิ้นขาว" สรรพคุณเป็นยา...แถมรสชาติดี
.
.
สรรพคุณของขมิ้นชันมีดีที่ช่วยลดการอักเสบ ช่วยย่อย ส่วนสรรพคุณของ"ขมิ้นขาว"ดียังไงบ้าง?
1. ช่วยย่อยอาหาร 
เหง้าอ่อนของขมิ้นขาวมีกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย และมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร สามารถกินเหง้าอ่อนสดๆ แกล้มกับอาหาร จิ้มกับน้ำพริก หรือนำเหง้าอ่อนไปต้มเป็นชาแล้วดื่มแก้แน่นท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อยก็ได้

2. ขับลม 
สรรพคุณอีกอย่างของขมิ้นขาวก็ คือช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะหากกินเหง้าอ่อนของขมิ้นขาวสดๆ จะช่วยในการขับลมได้เป็นอย่างดี

3. ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง
เนื่องจากขมิ้นขาวมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร จึงมีส่วนช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง เนื่องจากกรดเกินในกระเพาะ หรืออาหารไม่ย่อยได้

4. รักษาแผลในลำไส้
สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวมีฤทธิ์รักษาแผลในลำไส้ ทั้งยังช่วยระงับอาการติดเชื้อหนองได้ดีอีกด้วย

5. บรรเทาอาการคลื่นไส้
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของเหง้าขมิ้นขาวเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น แก้วิงเวียน บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

6. ช่วยให้เจริญอาหาร
ใครที่เบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากรับประทานอะไรเท่าไร ลองกินเหง้าอ่อนขมิ้นขาวสักนิด หรือดมกลิ่นจากเหง้าของขมิ้นขาวก็จะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารขึ้นมาได้

7. รักษาโรคผิวหนัง
โดยเฉพาะปัญหาผิวหนังจากการติดเชื้อ แผลเป็นหนอง สารเคอร์คูมินในขมิ้นขาวจะช่วยจัดการระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคให้ โดยให้นำเหง้าขมิ้นขาวตากแห้งแล้วนำมาต้มน้ำอาบ หรือจะตำเหง้าสดขมิ้นขาวให้พอแหลกแล้วมาพอกบริเวณแผลก็ได้เช่นกัน

8. ขับปัสสาวะ
ขมิ้นขาวจัดเป็นสมุนไพรขับปัสสาวะอีกชนิดหนึ่ง และยังมีดีที่ช่วยลดการอักเสบติดเชื้อในร่างกายได้ ใครที่มีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ลองศึกษาข้อมูลของขมิ้นขาวไว้บ้างก็ดี

9. ขับน้ำนมแม่ลูกอ่อน
ไม่ใช่แค่หัวปลีเท่านั้นที่เป็นอาหารขับน้ำนม แต่ขมิ้นขาวก็มีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมให้คุณแม่ลูกอ่อนได้ไม่แพ้กัน

10. กระตุ้นการหลั่งน้ำดี
สารเคอร์คูมิน และน้ำมันหอมระเหยที่มีอยู่ในขมิ้นขาวมีส่วนช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี มีสรรพคุณรักษานิ่วในถุงน้ำดี และลดการอักเสบของบาดแผล

ขมิ้นขาว ทำอาหารอะไรได้บ้าง
เหง้าของขมิ้นขาวสามารถรับประทานสดๆ เป็นเครื่องเคียง หรือจะนำเหง้าอ่อนมาเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทำยำขมิ้นขาว ทำแกงขมิ้น หรือกินกับน้ำบูดูก็อร่อย
.
.
#ขมิ้นขาวสรรพคุณเป็นยาแถมรสชาติดี
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

เครียดลงกระเพาะ

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

"เครียดลงกระเพาะ" โรคใกล้ตัว
.
.
💥 สาเหตุของโรคเครียดลงกระเพาะ
สาเหตุหลักก็คือ "ความเครียดสะสม" เพราะเมื่อเราเครียด ระบบประสาทอัตโนมัติจะกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งฮอร์โมนอดรีนาลีนในปริมาณที่มากกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา และยังไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ จนเกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และทำให้ลำไส้เกิดการหดตัวมากกว่าปกติอีกด้วย ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดทรมานให้กับผู้ป่วยเป็นอย่างมาก

💥 อาการของโรค เครียดลงกระเพาะ
• คลื่นไส้ อาเจียน เสียดหน้าอกหลังทานอาหาร

ปวดบริเวณลิ้นปี่ มักปวดเวลาท้องว่าง อาการปวดจะลดลงหรือหายไป เมื่อได้ทานอาหาร

• มีอาการปวดหลัง หลังทานอาหารไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเวลาที่กระเพาะอาหารเริ่มย่อยอาหาร

• รู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกว่ามีลมในกระเพาะมาก เรอเหม็นเปรี้ยว ซึ่งมีสาเหตุมาจากกระบวนการย่อยอาหารในกระเพาะแปรปรวน จากการรีบทานอาหาร กลืนอาหารเร็วเกินไป หรือดื่มน้ำมากขณะทานอาหาร

ปวดท้อง หรือ มวนท้อง โดยอาการจะทุเลาลง หรือหายไปเมื่อถ่ายอุจจาระ

• ถ่ายอุจจาระมากกว่าวันละ 3 ครั้ง หรือน้อยกว่า 3 ครั้ง/สัปดาห์

• ต้องเบ่งถ่าย กลั้นไม่อยู่ หรือรู้สึกว่าถ่ายไม่สุด

• หากมีอาการปวดท้องรุนแรงจนถึงขั้นหายใจแรงก็ปวดท้อง ถ่ายท้อง อาเจียน หรืออุจาระเป็นเลือดและมีสีดำตลอดเวลา ถือว่าอาการอยู่ในขั้นอันตราย อาจทำให้เกิดอาการกระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกทางเดินอาหารได้

💥 การรักษาโรคเครียดลงกระเพาะ
• ทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 3 มื้อ จะช่วยให้กระเพาะอาหารเคยชินกับการย่อย และปล่อยน้ำย่อยออกมาในปริมาณที่พอดี

• เลิกสูบบุหรี่ และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด รวมถึง ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำอัดลม เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ

• หยุดกินยาแอสไพริน ยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบ ที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ เพราะยากลุ่มนี้มีฤทธิ์กระตุ้นให้กระเพาะอาหารเกิดการอักเสบมากขึ้น ในกรณีที่จำเป็นต้องใช้ยาบางชนิด ให้สอบถามแพทย์ก่อนใช้ยา

• ออกกำลังกาย ทุกครั้งที่ออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอนโดฟินออกมา ทำให้รู้สึกสบายใจ และช่วยลดความวิตกกังวลได้

• ระบายความเครียดออกมาบ้าง การเล่าความเครียดให้ผู้อื่นฟัง หรือจดบันทึกส่วนตัวสามารถช่วยระบายความเครียดได้เป็นอย่างดี

• หากมีความเครียดที่เกิดจากการหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์ในอดีต หรือเอาแต่คิดถึงเหตุการณ์ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ให้หมั่นดึงจิตใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน มีสติ ยอมรับความจริง และคิดหาทางแก้ปัญหาอย่างรอบคอบ

• หากิจกรรมคลายเครียด ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรืออ่านหนังสือ เป็นต้น หากปฏิบัติกิจกรรมเหล่านี้เป็นประจำ จะช่วยลดความเครียดลงได้ ซึ่งช่วยให้ในระยะยาวยังสามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารเนื่องจากความเครียดให้หายขาดได้
.
.
#เครียดลงกระเพาะโรคใกล้ตัว

ท้องอืดบ่อย ควรหลีกเลี่ยง และงดอาหารเหล่านี้

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


>> ท้องอืดบ่อย ควรหลีกเลี่ยง และงดอาหารเหล่านี้
.
.
อาการท้องอืด ใครเป็นแล้วก็จะรู้ว่ามันอึดอัดขนาดไหน ซึ่งเป็นเพราะมีลมอยู่ในช่องท้อง ส่วนใหญ่อาการท้องอืดนี้มักเกิดจากการกินมากเกินไปจนอิ่มเกิน แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการท้องอืดก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องกินเยอะ แต่เกิดจากอาหารที่กินเข้าไปนี่เอง อาการท้องอืดเกิดได้จากการกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งจะมีการดูดซึมในลำไส้น้อย และมักเต็มไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติสูง


อาหารในกลุ่มที่ว่านี้ จะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กได้เพียงเล็กน้อย หรือบางครั้งก็ย่อยได้ไม่หมด และจากนั้นมันก็เกิดการหมักโดยเชื้อจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร จนทำให้เกิดแก๊สขึ้นในลำไส้ใหญ่ และส่งผลให้รู้สึกท้องอืดได้นั่นเอง สำหรับวิธีบรรเทาอาการท้องอืด แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อช่วยขับแก๊ส แต่หากมีอาการแน่นท้องอยู่บ่อยๆ ก็อาจต้องเลี่ยงอาหารบางชนิดที่ก่อให้เกิดอาการไม่สบายดังต่อไปนี้


1. ถั่ว
จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยให้เป็นน้ำตาลได้ยาก คือเป็นเส้นใยอาหารที่ไม่สามารถย่อยได้ตามธรรมชาติ ไม่สามารถถูกดูดซึมได้ในลำไส้เล็ก จึงทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ ซึ่งมักพบในประเภทถั่วเปลือกแข็งทั้งหลาย ดังนั้นหากจะรับประทานถั่วให้มีความสุขและท้องไม่อืด จึงควรนำถั่วเปลือกแข็งแช่น้ำค้างคืน ทิ้งไว้ ซึ่งน้ำจะช่วยให้ถั่วอ่อนนิ่มและยับยั้งคาร์โบไฮเดรตได้ จึงช่วยทำให้ลดอาการท้องอืดที่เกิดขึ้นได้


2. โยเกิร์ต
โยเกิร์ตมีเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย แต่บางชนิดก็อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ เพราะโยเกิร์ตคือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ได้จากการหมัก จึงอุดมด้วยน้ำตาลแล็กโทส หรือน้ำตาลที่พบในน้ำนมอยู่มากมาย จึงอาจทำให้เกิดการหมักอยู่ในลำไส้ และกลายเป็นฟองแก๊สได้ เมื่อทานเข้าไปจึงอาจรู้สึกเหมือนมีลมและปั่นป่วนท้อง ซึ่งหากไม่อยากให้เกิดอาการนี้ก็ควรกินกรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ซึ่งมีน้ำตาลเพียง 12 กรัมและให้โปรตีนสูง ส่วนโยเกิร์ตที่ปราศจากไขมันหรือแบบไขมันต่ำจะยิ่งทำให้เกิดแก๊สในท้องมากยิ่งขึ้น


3. หอมหัวใหญ่
ในหัวหอมใหญ่จะมี ฟรุกแทน เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เป็นปัญหาต่อช่องท้อง เนื่องจากพืชผักตระกูลหอม ไม่ว่าจะเป็น หัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ หรือต้นหอม มักดูดซึมในลำไส้ได้น้อย และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำในลำไส้ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดแก๊สและท้องอืดตามมา


4. ผักตระกูลกะหล่ำ
ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลี บรอกโคลี หรือกะหล่ำดอก ล้วนมีคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่าแรฟฟิโนส ประกอบด้วยน้ำตาล 3 ชนิดคือ ฟรักโทส กลูโคส และกาแลกโทส ซึ่งร่างกายจะไม่สามารถย่อยในระบบทางเดินอาหารได้ จนกว่าผักเหล่านี้จะถูกลำเลียงไปยังลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะถูกย่อย แต่กว่าจะย่อยได้หมด กากอาหารจากผักนั้นก็จะเกิดการหมักหมม จนกลายเป็นแก๊ส ซึ่งหากไม่อยากท้องอืดก็ควรนำไปทำให้สุกก่อนกิน


5. แตงโม
ไม่น่าเชื่อผลไม้อย่างแตงโมจะทำให้ท้องอืดได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะแตงโมจะอุดมไปด้วยน้ำตาลฟรักโทสในระดับที่สูงมาก ซึ่งในผู้ที่รับประทาน ประมาณ 30-40% ของคนส่วนใหญ่ จะไม่สามารถดูดซึมฟรักโทสได้อย่างเต็มที่ จึงนำไปสู่อาการท้องอืด หรือมีอาการท้องเสียร่วมด้วย


6. สารให้ความหวานสังเคราะห์
สำหรับสารให้ความหวานสังเคราะห์อย่างซอร์บิทอล และไซลิทอลถือว่าเป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในหมากฝรั่ง ซึ่งน้ำตาลเหล่านี้จะดูดซึมในลำไส้เล็กได้ค่อนข้างช้า จึงอาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืด แน่นท้อง และอาจท้องเสียตามมา


7. ธัญพืช
ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือ ข้าวไรย์ ต่างก็มีส่วนประกอบของฟรุกแทน ที่ไม่สามารถย่อยได้เองตามธรรมชาติ เส้นใยจากพืชที่ไม่ละลายแบบนี้ก็จะถูกหมักโดยเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ นำไปสู่การเกิดแก๊สเป็นจำนวนมากได้อยู่ดี ดังนั้นในการกินธัญพืชแบบนี้ก็ควรสังเกตตัวเองให้ดี และอย่ากินเป็นจำนวนมาก
.
.
#ท้องอืดบ่อยควรหลีกเลี่ยงและงดอาหารเหล่านี้
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

"ท้องผูก" พิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


"ท้องผูก" พิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย
.
.
อย่างที่รู้กันว่า ปกติแล้วเราจะรู้สึกปวดท้องถ่ายในช่วงเช้าเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลา 05.00-07.00 น. ที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน ช่วงนี้จะเป็นเวลาที่เราถ่ายอุจจาระได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าใครพลาดนาทีทองไปละก็ อุจจาระเหล่านั้นก็จะถูกดูดน้ำกลับ ทำให้มีสภาพแข็ง ขับถ่ายได้ลำบาก หากยิ่งปล่อยไว้นานๆ ไม่ยอมถ่ายออก นอกจากจะรู้สึกอึดอัด อ่อนแรง หงุดหงิดง่ายแล้ว มีโอกาสเป็นริดสีดวงตามมาอีก

ก่อนจะถึงขั้นนั้น ต้องปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อพิชิตอาการท้องผูกกันแล้ว !!!


1. ทานอาหารที่มีกากใยสูง 
เช่น ฟักทอง ลูกพรุน ข้าวโพด มะละกอ แนะนำให้ทานใยอาหาร 20-30 กรัม/วัน


2. ออกกำลังกายเป็นประจำ 
เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และทำงานได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ก็จะไปส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นตามไปด้วย


3. หากรู้สึกปวดอุจจาระให้เข้าห้องน้ำทันที 
อย่ากลั้นไว้ เพราะยิ่งรอนาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก


4. ฝึกเข้าห้องน้ำขับถ่ายทุกเช้าให้เป็นกิจวัตร 
โดยควรนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที ไม่ควรเร่งรีบเกินไป


5. ดื่มน้ำน้อยก็ทำให้ท้องผูกได้ 
เพราะฉะนั้นควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำคือส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย และยังช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลง


6. งดดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง แต่จะไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ส่งผลให้อาการท้องผูกตามมา


7. ยาระบาย หรือ ยาถ่าย
สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ไม่ควรใช้บ่อย หรือเป็นระยะเวลานานๆ เพราะว่าลำไส้จะชินต่อยากระตุ้นพวกนี้ หากมีอาการท้องผูกขึ้นมาอีกก็ต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อยๆ


8. ลดความเครียดลง 
ทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส 
.
.
#ท้องผูกพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง...ต้องใส่ใจมากกว่าที่คิด

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

>> ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง...ต้องใส่ใจมากกว่าที่คิด
.
.
ทุกครั้งที่เกิดอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ส่วนใหญ่แล้ว ก็เลือกที่จะหายามากินบรรเทาอาการกันง่ายๆ แต่อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้องนั้น บางครั้งก็หมายถึงโรค หรือความเจ็บป่วยอย่างอื่นได้ด้วย


เมื่อกินอาหารลงไปแล้วอาหารนั้นไม่ย่อย หรือย่อยได้ช้า รู้สึกแน่นท้อง อึดอัด ไม่สบายตัว มีลมเรอออกปาก ถ้าอาการหนักก็จะรู้สึกปวด เสียด ที่ท้องร่วมด้วย


มาดูกันว่าอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บ่งบอกถึงโรคอะไรได้บ้าง?


1. แพ้อาหาร
เมื่อคุณดื่มนม หรือกินอาหารประเภทนมเข้าไป ก็มักจะมีอาการอึดอัดแน่นท้องทุกครั้งใช่รึเปล่า? เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการที่ร่างกายของคุณมีปัญหาในการย่อยแล็กโตสจากนม จนทำให้รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง และมีอาการคล้ายอาหารไม่ย่อยก็ได้


2. กรดไหลย้อน
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เนื่องจากมีแก๊สอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป และความรู้สึกแสบร้อนกลางอก เนื่องจากอาหารที่ทานเข้าไป ไหลย้อนกลับขึ้นมาทางหลอดอาหาร ต่างก็เป็นอาการที่เด่นชัดมากที่สุดของโรคกรดไหลย้อน


3. โรคลำไส้แปรปรวน
เป็นโรคเรื้อรังที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต มักเป็นๆ หายๆ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในท้องมาก ปวดท้อง โดยอาการมักจะดีขึ้นหลังขับถ่าย แล้วก็กลับมาปวดท้องใหม่ มักมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อกินอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิด เช่น นม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต ผักผลไม้บางชนิด และเมื่อกินอาหารในปริมาณมาก
.
.
#ท้องอืดท้องเฟ้อแน่นท้องต้องใส่ใจมากกว่าที่คิด
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u