แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลำไส้แปรปรวน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลำไส้แปรปรวน แสดงบทความทั้งหมด

8 สัญญาณเตือน "ลำไส้กำลังมีปัญหา"

ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, อาหารไม่ย่อย, goodbody4u, นิชาภา

1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก
ปัญหาเกี่ยวกับการย่อยจะบ่งบอกว่าลำไส้ไม่สามารถย่อยอาหารให้กลายเป็นพลังงานได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจบอกว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้รั่ว ภาวะแบคทีเรียในลำไส้เล็กมากเกินไป หรือโรคกรดไหลย้อน และจำเป็นต้องรับประทานยาทุกวัน ทว่านี่ไม่ใช่การรักษาต้นตอของอาการ เมื่อเวลาผ่านไปอาจทำให้ลำไส้เสียหายรุนแรงได้ ดังนั้นควรรักษาให้ถึงสาเหตุที่แท้จริง
2. ลดน้ำหนักไม่ลงโดยเฉพาะรอบเอว
คำอธิบายง่ายๆ สำหรับข้อนี้คือ ลำไส้ส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญ เนื่องจากไม่มีเชื้อจุลชีพในการย่อยไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคือของเสียจะถูกกักเก็บไว้เป็นเนื้อเยื่อไขมันซึ่งปกติจะสะสมอยู่ตามรอบเอว
3. ไม่สบายบ่อย
ระบบภูมิคุ้มกันอย่างน้อยร้อยละ 70 อยู่ในลำไส้ ซึ่งหมายความว่าหากลำไส้ขาดความสมดุล ก็มีโอกาสรับเชื้อไวรัสมากขึ้น และป่วยบ่อยเนื่องจากร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำว่าควรรักษาลำไส้ก่อนที่จะต้องรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการ
4. ผิวพรรณเริ่มย่ำแย่
ผิวหนังเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย และสามารถบ่งบอกได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายใน เช่น อาจสังเกตว่าเมื่อไหร่ที่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ผิวพรรณก็จะเปล่งปลั่ง แต่เมื่อใดที่ป่วยหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดใบหน้าก็จะหม่นหมอง นั่นเป็นเพราะผู้ที่มีผิวพรรณดีมีแนวโน้มว่าจะมีแบคทีเรียลำไส้ดี ในทางกลับกันหากขาดความสมดุลก็จะหมายถึงการอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และฮอร์โมนแปรปรวนทำให้มีโอกาสเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคภูมิแพ้ ผิวแห้ง หรือผิวมันมาก และโรคผิวหนังอักเสบ
5. เหนื่อยง่าย และอ่อนเพลีย
หน่วยงานป้องกันโรคติดต่อ ประเมินว่ามีชาวอเมริกันอย่างน้อยหนึ่งล้านคนที่ป่วยเป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคลำไส้รั่ว ดังนั้น ต้องรักษาสุขภาพของระบบย่อยอาหารก่อน
6. เครียด อารมณ์แปรปรวน หรือซึมเศร้า
รู้หรือไม่ว่าสารเซโรโทนิน หรือสารสื่อประสาทที่ช่วยกำหนดอารมณ์ที่สำคัญของคุณร้อยละ 95 นั้น อันที่จริงอยู่ในลำไส้ไม่ใช่อยู่ในสมอง ความสัมพันธ์การอยู่ร่วมกันระหว่างสุขภาพลำไส้ กับสุขภาพประสาทจึงค่อนข้างชัดเจน
7. ความจำสับสน ความคิดไม่แจ่มใส
อาจรู้สึกว่าสมองไม่แล่นเอาเสียเลย ลืมกระทั่งคำศัพท์ง่ายๆ ลืมว่าวางโทรศัพท์ไว้ที่ไหน และแม้กระทั่งการคิดเลขในใจ สาเหตุคือ เมื่อลำไส้อักเสบ สมองก็อาจอักเสบด้วยเช่นกัน และทำให้กระบวนการรับรู้ล้มเหลว
8. มีปัญหาภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง
ลำไส้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เมื่อลำไส้รั่ว แอนติบอดี้จะโจมตีอนุภาคที่หลุดออกไป ซึ่งอาจกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันมากเกินไปจนนำไปสู่ภาวะภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น ไทรอยด์ หรือต่อมหมวกไตอ่อนล้า

#8สัญญาณเตือนลำไส้กำลังมีปัญหา
#ลำไส้อักเสบ
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

ปวดท้องด้านซ้าย เกิดจากอะไร เคลียร์ให้เข้าใจ อย่าปล่อยให้สายเกินแก้

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

ปวดท้องด้านซ้าย เกิดจากอะไร เคลียร์ให้เข้าใจ อย่าปล่อยให้สายเกินแก้
.
.
ปวดท้องด้านซ้ายบน
1. แก๊สในกระเพาะอาหาร 
อาหาร หรือเครื่องดื่มบางชนิดเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้รู้สึกปวดท้องบริเวณด้านซ้ายบนทำให้รู้สึกจุกเสียดแน่นท้อง อึดอัดได้

2. ท้องผูก
ด้วยเพราะบางส่วนของลำไส้ใหญ่นั้นอยู่ที่ช่องท้องส่วนบน จึงทำให้คนที่มีปัญหาท้องผูกอาจรู้สึกปวดท้องบริเวณด้านซ้ายบนได้ เนื่องจากอุจจาระที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ไม่สามารถเคลื่อนตัวไปตามลำไส้ใหญ่ได้ ซึ่งอาการท้องผูกไม่เพียงแต่จะทำให้รู้สึกอึดอัด แต่ยังอาจก่อให้เกิดกลิ่นตัว และกลิ่นปากที่ไม่พึงประสงค์อีกด้วย

3. อาหารเป็นพิษ
ภาวะอาหารเป็นพิษถือเป็นอาการอันตรายที่ไม่ควรละเลย โดยสาเหตุเกิดจากการติดเชื้ออย่างเฉียบพลันจากอาหาร โดยอาการ...ของอาหารเป็นพิษก็คือ อาการปวดท้องด้านซ้ายบน ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเนื้อปวดตัว และมีไข้สูง ทั้งนี้จะเริ่มแสดงอาการขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารที่มีเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุ

4. กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กอักเสบ
การอักเสบที่กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก ส่วนใหญ่แล้วมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียปะปนเข้าไปทำให้เกิดอาการปวดท้อง และอุจจาระร่วงแบบเฉียบพลัน นอกจากนี้ก็ยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือเกิดภาวะขาดน้ำร่วมด้วย

5. ลำไส้แปรปรวน 
ลำไส้แปรปรวนเป็นอาการเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่ผิดปกติของลำไส้ หรือเกิดจากการติดเชื้อบางชนิด ทำให้รู้สึกปวดท้องด้านซ้ายบน ท้องเสียเรื้อรัง และมีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำ

6. อาการม้ามโต
ม้ามโตเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส โรคลูคีเมีย และโรคตับแข็ง ซึ่งอาการที่เห็นได้ชัดคือ ม้ามจะขยายขนาดขึ้นและไปกดทับอวัยวะต่าง ๆ ทำให้รู้สึกปวดท้องด้านซ้ายบน แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ได้แก่ อาการอึดอัดแน่นท้อง หายใจไม่สะดวก แขนขาอ่อนแรง เหนื่อยง่าย รวมทั้งอาการติดเชื้อง่าย ดังนั้นเพื่อการสันนิษฐานที่แน่ชัดควรสังเกตอาการอื่นๆ ที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป

7. อาการปอดบวม
ปอดเป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่แม้จะไม่ได้อยู่ในช่องท้องแต่ก็สามารถส่งผลข้างเคียงต่อบริเวณช่องท้องได้เช่นกัน โดยเฉพาะอาการปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อ จะทำให้ปอดบวมและขยายตัวจนไปกดทับอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงในซีกซ้ายของร่างกาย จึงทำให้เกิดอาการปวดท้องด้านซ้ายบน อีกทั้งยังทำให้หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก มีไข้สูง มีอาการหนาวสั่น และอาการไออย่างรุนแรงร่วมด้วย

8. ตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
อาการตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ส่วนใหญ่แล้วมักมีสาเหตุมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการใช้ยาบางชนิด หรือได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ โดยอาการตับอ่อนอักเสบในระยะเริ่มต้น จะมีอาการปวดท้องด้านซ้ายบน จากนั้นจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และมีไข้ตามมา

9. โรคหัวใจ
แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับอวัยวะที่บริเวณช่องท้อง แต่อาการปวดท้องด้านซ้ายบนก็เป็นสัญญาณของโรคหัวใจได้เช่นกัน โดยอาการปวดท้องดังกล่าวเป็นหนึ่งในอาการเริ่มแรกของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ร่วมกับอาการอื่นๆ ได้แก่ อาการปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดที่รอบสะดือ หรือบริเวณใต้ชายโครง และท้องน้อย

ปวดท้องด้านซ้ายล่าง
1. โรคถุงผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ
โรคนี้มักพบได้ในผู้สูงอายุ เพราะยิ่งอายุมากขึ้นเนื้อเยื่อบริเวณผนังลำไส้จะเสื่อม ทำให้เมื่อเกิดความดันในลำไส้ใหญ่ ผนังลำไส้ก็จะเกิดการโป่งพอง และบริเวณที่โป่งพองนั้นก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ทำให้เกิดการอักเสบ โดยอาการดังกล่าวจะก่อให้เกิดอาการปวดที่บริเวณหน้าท้องซ้ายล่าง หรือต่ำกว่าสะดือลงมา โดยจะปวดตลอดเวลา ทั้งนี้ยังอาจมีอาการอุจจาระเป็นเลือด คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ และเบื่ออาหารร่วมด้วย

2. การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และกรวยไตอักเสบ อันส่งผลให้ปวดท้องที่บริเวณด้านล่างข้างซ้าย ปัสสาวะติดขัด และรู้สึกปวดท้องน้อยขณะปัสสาวะ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามไปจนถึงไต และกลายเป็นโรคไตได้

3. โรคไต
อาการติดเชื้อที่ไต หรือนิ่วในไต จะทำให้เกิดอาการปวดท้องด้านซ้ายล่างอย่างหนัก ทั้งนี้อาการของโรคไต และนิ่วในไตสามารถแยกแยะได้จากอาการข้างเคียง โดยอาการนิ่วในไต จะมาพร้อมกับอาการไข้สูง คลื่นไส้ อาเจียน และอาการปวดหน่วงๆ ที่ต้นขา ขณะที่อาการไตอักเสบจะมีอาการปวดท้องด้านซ้ายล่างแบบเฉียบพลัน มีความรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา ปวดแสบปวดร้อนขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย

4. ไส้เลื่อน
เป็นอาการที่เกิดจากการที่ลำไส้ไหลผ่านผนังช่องท้องไปกระจุกตัวอยู่ที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ซึ่งสามารถเกิดได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง โดยอาการไส้เลื่อนจะก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และถ้าหากเป็นอาการไส้เลื่อนที่ขาหนีบก็ยิ่งเป็นอันตราย เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดแรงดันในช่องท้องมากขึ้นจนเป็นอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ และนอกเหนือจากอาการปวดแล้ว ไส้ที่เลื่อนออกมาอยู่ผนังหน้าท้องก็ยังทำให้มองเห็นเหมือนมีก้อนตุงๆ อยู่ที่บริเวณหน้าท้องอีกด้วย

5. ท้องนอกมดลูก
สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หากมีอาการปวดท้องด้านซ้ายล่าง นั่นอาจไม่ได้สัญญาณที่ดีเท่าไร เพราะอาการนี้อาจเกิดจากภาวะท้องนอกมดลูก โดยภาวะท้องนอกมดลูกจะส่งผลให้เกิดอาการปวดที่เส้นเอ็นยึดมดลูก เกิดซีสต์ในรังไข่ และอาการปวดท้องด้านซ้ายล่างจากการขยายตัวของกระเพาะปัสสาวะ

6. เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงปวดประจำเดือนมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณด้านซ้ายล่างของท้อง ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงอาการอื่น ๆ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรือรู้สึกเจ็บเวลาปัสสาวะ และมีประจำเดือนที่ผิดปกติ ไม่เพียงเท่านั้นยังอาจทำให้คุณผู้หญิงเสี่ยงต่อมะเร็งรังไข่มากขึ้นอีกด้วย

7. ซีสต์ในรังไข่
จะมีอาการปวดหน่วง ๆ ทำให้ปัสสาวะบ่อย และประจำเดือนผิดปกติ ซึ่งซีสต์ในรังไข่ไม่ใช่อาการที่อันตราย ไม่สามารถกลายเป็นมะเร็งได้ ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องทำการรักษาหากขนาดของซีสต์ไม่ใหญ่นัก แต่ถ้าขนาดของซีสต์ใหญ่เกินไปก็อาจจะต้องผ่าตัด เพราะหากทิ้งไว้จะยิ่งทำให้ปวดท้องมากขึ้น
.
.
#กรดไหลย้อน #โรคกรดไหลย้อน #โรคกระเพาะ #โรคกระเพาะอาหาร#กระเพาะอักเสบเรื้อรัง #จุกเสียดแน่น #ท้องอืด #อาหารไม่ย่อย #เรอเปรี้ยว #แสบร้อนกลางอก #จุกคอ #กลืนลำบาก

เช็กอุจจาระ เช็กโรค

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


>> เช็กอุจจาระ เช็กโรค
.
.
การขับถ่าย คือ สิ่งที่เราทำกันเป็นกิจวัตร บางคนถ่ายช่วงเช้า บางคนถ่ายช่วงบ่าย บางคนถ่าย 2 – 3 วันครั้ง ระหว่าง เวลา 5.00 น. – 07.00 น. เป็นช่วงที่ลำไส้ใหญ่ทำงานได้ดีที่สุด ทำให้ร่างกายมีแรงเคลื่อนของเสียออกจากร่างกายได้ดี จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายอุจจาระ นอกจากนี้ควรดื่มน้ำอุ่น 1 – 2 แก้ว เพื่อกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้ขับถ่ายได้ดีขึ้น


จะเห็นได้ว่า การขับถ่ายเป็นหนึ่งในกระบวนการตรวจสุขภาพของศาสตร์แพทย์แผนจีน เราสามารถ สังเกตุอุจจาระเพื่อเช็กอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย ได้ดังนี้


 อุจจาระก้อนเล็กสั้นละเอียด คล้ายอุจจาระแพะ (เม็ดกลมกระสุน) และชื้นเกิดจากลมปราณตับติดขัด แต่ถ้าลักษณะแห้งเกิดจากลำไส้ใหญ่ร้อน


 อุจจาระก้อนเล็กเรียวยาว เกิดจากลมปราณม้ามอ่อนแอ


 อุจจาระก้อนใหญ่ยาว เกิดจากอาหารตกค้าง กระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ร้อน


 ถ่ายออกมาเป็นอาหาร อาหารไม่ย่อยเกิดจากม้ามอ่อนแอ


 อุจจาระมีกลิ่นเหม็นมาก คล้ายของเน่า เกิดจากลำไส้ใหญ่ร้อนชื้น


 อุจจาระสีดำคล้ำ เกิดจากระบบไหลเวียนเลือดไม่ดีหรือกระเพาะอาหารมีเลือดออก


 อุจจาระสีขาว ร่วมกับตาเหลืองและคันตัว เกิดจากม้ามและถุงน้ำดีร้อน


 อุจจาระมีเลือดปนออกมา ด้วยอาจมีปัญหาริดสีดวง แผลในกระเพาะอาหาร เนื้องอก


วิธีนวดแก้ท้องผูก
ใช้มือทั้งสองนวดรอบสะดือเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา ทำครั้งละ 5 นาที ติดต่อกัน 3 ครั้ง


วิธีนวดแก้ท้องเสีย
ใช้มือทั้งสองนวดรอบสะดือเป็นวงกลมทวนเข็มนาฬิกา ทำครั้งละ5 นาที ติดต่อกัน 3 ครั้ง
.
.
#เช็กอุจจาระเช็กโรค
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

9 ลักษณะอุจจาระบอกโรค

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


9 ลักษณะอุจจาระ... บอกโรค
.
.
1. อุจจาระแข็ง และเป็นเม็ดกลม ๆ เล็ก ๆ
แสดงว่าร่างกายได้รับน้ำและไฟเบอร์ไม่เพียงพอที่จะกำจัดของเสีย และก้อนอุจจาระนั้นอาจอยู่ในร่างกายของเรานานเกินไป วิธีแก้ไขก็คือ เพิ่มปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน และเพิ่มการรับประทานอาหารที่มีเส้นใย หรือไฟเบอร์


2. อุจจาระมีสีดำ
สีอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติภายในร่างกาย เช่น มีเลือดออก หากสีที่เห็นเป็นสีเข้ม ไม่เหมือนสีของเลือดสดๆ นั่นอาจจะบ่งบอกได้ว่าเกิดปัญหาในระบบการย่อยอาหาร หรืออาจเป็นผลกระทบจากการรับประทานอาหาร ที่มีธาตุเหล็ก หรือจากยาบางชนิดที่รับประทานเข้าไป


3. ถ่ายเหลว แต่ไม่ถึงกับท้องเสีย
ความผิดปกตินี้ อาจเกิดจากการรับประทานอาหาร ไม่จำเป็นว่าจะเป็นอาหารที่บูดหรือเน่าเสีย แต่เป็นเพียงแค่อาหารบางอย่างที่รบกวน ระบบการย่อยของร่างกาย ทำให้ร่างกายสร้างมูก หรือเมือกขึ้นมา และทำให้อุจจาระเหลวกว่าปกติได้


4. อุจจาระมีกลิ่นเหม็นมาก เหม็นกว่าปกติ
อาจจะเป็นเพราะอุจจาระนั่น อยู่ในร่างกายนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ แบคทีเรียในลำไส้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นจากการหมักหมม วิธีแก้ก็คือ การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง และดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ถ้าลองแก้ไขแล้ว แต่กลิ่นยังคงเหม็นมากอยู่ อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ เพราะกลิ่น อาจจะเกิดจากพยาธิ เชื้อไวรัส หรือการอักเสบเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียก็ได้


5. อุจจาระมีสีซีด
อาจจะต้องตรวจเช็คการทำงานของตับ สีที่เหมาะสมของอุจจาระ คือสีน้ำตาล หากสีซีดเกินไป อาจจะมาจากการที่ตับผลิตน้ำดีได้ไม่เพียงพอ ร่างกายไม่สามารถขจัดสารพิษได้ดีพอ


6. อุจจาระมีเลือดปน
อาจมีสาเหตุหลายอย่างเช่น เบ่งมากเกินไป ทำให้เยื่อบุในทวารฉีกขาด กรณีนี้เลือดที่ออกมานั้น จะมีปริมาณไม่มาก คือน้อยกว่าครึ่งช้อนชา และจะรู้สึกเจ็บร่วมด้วย แต่ทั้งนี้ การทีมีเลือดออก ก็อาจมีสาเหตุมาจากริดสีดวงภายใน หรือปัญหาในลำไส้ และระบบการย่อยอาหาร ได้เช่นกัน


7. อุจจาระมีสีเขียวเหมือนสาหร่าย
บางครั้งการรับประทานผักใบเขียวมาก ก็ทำให้สีของอุจจาระกลายเป็นสีเขียวได้ แต่ก็มีบ้างเช่นกัน ที่กรณีนี้ เกิดจากการที่อาหารผ่านระบบการย่อยรวดเร็วเกินไป ร่างกายไม่มีเวลาพอในกระบวนการเปลี่ยนสีของอุจจาระให้กลายเป็นสีน้ำตาลปกติ


8. อุจจาระมีสีน้ำตาล และมีรูปร่างเหมือนกล้วยหอม
ใครที่ถ่ายออกมาแบบนี้ ต้องยินดีด้วย เป็นอุจจาระที่ดี ประกอบด้วยน้ำ 75% แบคทีเรียและไฟเบอร์ 25% ยิ่งถ้าความยาวของอุจจาระประมาณ 1 ฟุต และมีความใหญ่ประมาณหลอดยาสีฟัน นั่นหมายถึง คุณได้ไฟเบอร์เพียงพอ และระบบการย่อยอาหารของคุณก็ทำงานเป็นปกติดี


9.อุจจาระมีสีฟ้าหรือสีม่วง
นั่นน่าจะเป็นเพราะอาหารที่รับประทานเข้าไป สีของอาหารก็ส่งผลต่อสีของอุจจาระได้เช่นกัน ดังนั้น ไม่ต้องวิตกกังวลมากจนเกินไป
.
.
#9ลักษณะอุจจาระบอกโรค
#goodbody4u

"ถ่ายเป็นเลือด" บอกโรคอะไรบ้าง?

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


"ถ่ายเป็นเลือด" บอกโรคอะไรบ้าง?
.
.
อยู่ดี ๆ พบว่าตัวเองถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีเลือดปนมาด้วยจนโถส้วมกลายเป็นสีแดงคล้ำ แบบนี้ระบบภายในเราผิดปกติหรือเปล่า? ต้องเช็กก่อนทุกอย่างจะสายไป...


อุจจาระบอกโรค...อย่างใครที่สังเกตเห็นว่าอุจจาระของตัวเองมีเลือดปนออกมาด้วย อาการแบบนี้ไม่ควรชะล่าใจ ลองมาเช็ก ว่า...อุจจาระเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือดสดๆ นี่บอกโรคอะไรได้บ้าง


1. ท้องผูก


2. โรคริดสีดวงทวารหนัก


3. ทวารหนักเป็นแผล


4. ลำไส้ใหญ่อักเสบ เป็นแผล


5. แผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็ก


6. เลือดออกในลำไส้ใหญ่ส่วนต้น


7. โรคบิด


8. โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่


9. โรคลำไส้ขาดเลือด หรือลำไส้อักเสบ


10. โรคติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่


11. ภาวะเลือดออกในจมูก หรือเลือดออกในหลอดลม

.

.
#ถ่ายเป็นเลือดบอกโรคอะไร
#goodbody4u

“ภาวะอุจจาระอุดตัน” ปัจจัยเสี่ยงคือ?

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


“ภาวะอุจจาระอุดตัน” คืออะไร?


>> ภาวะอุจจาระอุดตัน 

.

.

คือภาวะที่อุจจาระแห้ง และอุดตันบริเวณลำไส้ตรง 

จนไม่สามารถผ่านออกมาได้ เกิดจากการที่มีปัญหา

ท้องผูกรุนแรง หรือท้องผูกเป็นเวลานาน

.

.

ปัจจัยเสี่ยง "ภาวะอุจจาระอุดตัน"


1. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ มีส่วนทำให้อุจจาระแข็ง และแห้ง

2. รับประทานอาหารที่มีกากใยอาหารน้อยเกินไป

3. ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย จะไม่ส่งผลดีต่อการทำงานของระบบขับถ่าย

4. มีอาการท้องผูกบ่อยๆ

5. มีอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ทำให้ไม่สามารถขยับ
ร่างกายได้มากเท่าคนปกติ

6. มีความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ และไส้ตรง

7. รับประทานยาที่ลดการเคลื่อนไหวของลำไส้เป็นเวลานาน เช่น ยาลดกรด, ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว

8. มีโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคไทรอยด์ หรือโรคซึมเศร้า ที่อาจส่งผลจากพฤติกรรมในการใช้ชีวิต การทานอาหาร

.
.

#ภาวะอุจจาระอุดตัน

#goodbody4u