"ร้อนใน" เกิดจากสาเหตุ? วิธีแก้?และป้องกันอย่างไร?

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


"ร้อนใน" เกิดจากสาเหตุ 

วิธีแก้ และป้องกันอย่างไร
.
.
☀️ สาเหตุของการเกิดแผลร้อนใน


1. ขาดวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะวิตามินบี และธาตุเหล็ก

2. เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

3. ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

4. มีปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด

5. นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ

6. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นแผลร้อนใน

7. กัดริมฝีปากหรือลิ้นของตนเองขณะเคี้ยวอาหาร

8. แพ้สารบางชนิดในยาสีฟันหรือมีแผลจากการแปรงฟัน

9. กระพุ้งแก้ม ลิ้น เสียดสีกับเหล็กดัดฟันหรือฟันปลอมบ่อยครั้ง


☀️ วิธีรักษาอาการร้อนใน

แผลร้อนในเล็กๆ สามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากมีแผลร้อนในขนาดใหญ่ หรืออยากให้หายไวๆ สามารถรักษาได้ดังนี้


1. บ้วนน้ำเกลือ ให้น้ำเกลือโดนบริเวณแผล น้ำเกลือจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบ บวมแดงได้

2. ยาทาแก้ร้อนใน โดยเป็นกลุ่มของตัวยาสเตียรอยด์ ชนิดทา เพื่อลดอาการอักเสบ ปวดบวม อาจเป็นยาน้ำ ขี้ผึ้ง หรือเป็นยาที่ใช้บ้วนปาก

3. สมุนไพรฤทธิ์เย็น มีหลายอย่างที่มีฤทธิ์รักษาอาการร้อนใน เช่น ใบบัวบก มะระขี้นก ว่านรางจืด แตงกวา ผักกาดขาว หัวไชเท้าเก๊กฮวย รากบัว หล่อฮังก๊วย เป็นต้น ดื่มน้ำสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยบรรเทาอาการร้อนในได้ (แต่อย่าผสมน้ำตาลมากเกินไป)


☀️ วิธีป้องกันอาการร้อนใน

1. ไม่ทานอาหารรสจัด และของทอดมากเกินไป

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน วันละ 6-8 แก้ว

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ตัวเองเครียดจนเกินไป

5. รักษาความสะอาดภายในช่องปากอย่างระมัดระวัง ไม่แปรงฟันแรงเกินไป

6. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
.
.
#ร้อนในเกิดจากสาเหตุวิธีแก้และป้องกันอย่างไร
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

แก้วมังกร 10 ประโยชน์สุดเจ๋ง!

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


>> แก้วมังกร 10 ประโยชน์สุดเจ๋ง!!!
.
.
1. ช่วยบำรุงผิว 
มีส่วนช่วยบำรุงผิวทำให้ผิวสวยเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้นและยังลดการเกิดสิวด้วย


2. ดับกระหายได้ดี 
ด้วยรสชาติหวานอ่อนๆ ของแก้วมังกร จึงช่วยดับกระหายได้อย่างดีเยี่ยม


3. เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย 
มีสรรพคุณเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยต่อต้านโรคภัยต่างๆ ได้ดีทีเดียว


4. ตัวช่วยลดน้ำหนักได้ผล 
แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงจึงทำให้ช่วยลดน้ำหนัก และเป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี


5. สารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง 
มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยป้องกันโรค และปกป้องผิวได้ดีทีเดียว


6. ป้องกันโรคร้าย 
มีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ และป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย


7. ช่วยดูดซับสารพิษในร่างกาย 
สามารถช่วยดูดซับสารพิษในร่างกายได้ จึงทำให้ผิวพรรณของเราดูสดใสขึ้น และยังสุขภาพดีด้วย


8. ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น 
เนื่องจากมีกากใยสูงจึงสามารถช่วยในการขับถ่ายให้มีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังช่วยในการปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้อีก


9. บำรุงกระดูกและฟัน 
มีสรรพคุณในการบำรุงกระดูก และฟันให้แข็งแรง ซึ่งเหมาะกับวัยทองที่สุด


10. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง 
คนที่ทานแก้วมังกรบ่อยๆ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่ำกว่าคนที่ไม่กินแก้วมังกรเลย
.
.
#แก้วมังกร10ประโยชน์สุดเจ๋ง
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

"ท้องผูก" พิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


"ท้องผูก" พิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย
.
.
อย่างที่รู้กันว่า ปกติแล้วเราจะรู้สึกปวดท้องถ่ายในช่วงเช้าเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลา 05.00-07.00 น. ที่ลำไส้ใหญ่ทำงาน ช่วงนี้จะเป็นเวลาที่เราถ่ายอุจจาระได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าใครพลาดนาทีทองไปละก็ อุจจาระเหล่านั้นก็จะถูกดูดน้ำกลับ ทำให้มีสภาพแข็ง ขับถ่ายได้ลำบาก หากยิ่งปล่อยไว้นานๆ ไม่ยอมถ่ายออก นอกจากจะรู้สึกอึดอัด อ่อนแรง หงุดหงิดง่ายแล้ว มีโอกาสเป็นริดสีดวงตามมาอีก

ก่อนจะถึงขั้นนั้น ต้องปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง เพื่อพิชิตอาการท้องผูกกันแล้ว !!!


1. ทานอาหารที่มีกากใยสูง 
เช่น ฟักทอง ลูกพรุน ข้าวโพด มะละกอ แนะนำให้ทานใยอาหาร 20-30 กรัม/วัน


2. ออกกำลังกายเป็นประจำ 
เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว และทำงานได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ก็จะไปส่งผลให้ลำไส้ขยับเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นตามไปด้วย


3. หากรู้สึกปวดอุจจาระให้เข้าห้องน้ำทันที 
อย่ากลั้นไว้ เพราะยิ่งรอนาน ยิ่งเพิ่มอาการท้องผูก


4. ฝึกเข้าห้องน้ำขับถ่ายทุกเช้าให้เป็นกิจวัตร 
โดยควรนั่งถ่ายอย่างผ่อนคลายประมาณ 10 นาที ไม่ควรเร่งรีบเกินไป


5. ดื่มน้ำน้อยก็ทำให้ท้องผูกได้ 
เพราะฉะนั้นควรดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำคือส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย และยังช่วยให้กากอาหารอ่อนตัวลง


6. งดดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 
เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลง แต่จะไปกระตุ้นให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ส่งผลให้อาการท้องผูกตามมา


7. ยาระบาย หรือ ยาถ่าย
สามารถใช้ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ไม่ควรใช้บ่อย หรือเป็นระยะเวลานานๆ เพราะว่าลำไส้จะชินต่อยากระตุ้นพวกนี้ หากมีอาการท้องผูกขึ้นมาอีกก็ต้องใช้ยาแรงขึ้นเรื่อยๆ


8. ลดความเครียดลง 
ทำจิตใจให้เบิกบาน แจ่มใส 
.
.
#ท้องผูกพิชิตด้วยการเปลี่ยนนิสัย
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

สรรพคุณ "กระเจี๊ยบเขียว"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา

กระเจี๊ยบเขียว
.
.
เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ และละลายน้ำของกระเจี๊ยบเขียว มีคุณสมบัติช่วยการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี โดยเส้นใยที่ละลายน้ำได้มีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษและขับถ่ายออกทางอุจจาระ จึงไม่มีสารพิษตกค้างในลำไส้ และสำหรับผู้ที่ป่วยโรคเบาหวานและคอเลสเตอรอลสูง เส้นใยที่ละลายน้ำในกระเจี๊ยบเขียวจะช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอล และน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงที่จับอยู่กับน้ำดีได้


สารเมือกหรือเส้นใยที่ละลายน้ำได้ของกระเจี๊ยบเขียว เมื่อลงสู่ลำไส้ใหญ่ จะช่วยในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (พรีไบโอติกแบคทีเรีย) ซึ่งจะช่วยลดปราณพิษที่ผลิตจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ที่อาศัยอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย


สรรพคุณเด่นที่สำคัญของกระเจี๊ยบเขียว คือ การใช้เป็นยารักษาโรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก และท้องเสียสลับกัน และยังช่วยรักษาอาการปวดท้อง จากแผลในกระเพาะอาหาร และแผลจากลำไส้เล็กส่วนต้น
.
.
#กระเจี๊ยบเขียว
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

เคล็ดลับ...กิน...ช่วยเสริมสร้างระบบเผาผลาญอาหาร

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


>> เคล็ดลับ...กิน...ช่วยเสริมสร้างระบบเผาผลาญอาหาร
.
.
1. ไม่ลืมกินอาหารเช้า
คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆ จะอ้วนง่ายกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะร่างกายต้องการพลังงาน และสารอาหารในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ตลอดวัน


2. ต่อสู้ไขมันด้วยไขมัน
การทานอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น กรดไขมันโอเมก้า3 ทำให้ร่างกายมีกระบวนการเผาผลาญพลังงานที่สูงขึ้น สามารถลดคอเลสเตอรอล และลดน้ำหนักลงได้


3. กินอาหารธรรมชาติไม่ขัดขาว
การกินอาหารธรรมชาติที่ไม่ขัดขาว ไม่ใส่สี ทำให้ใช้เวลาในการเผาผลาญน้อยกว่า เผาผลาญได้สมบูรณ์กว่าร่างกายไม่ต้องทำงานหนัก


4. แบ่งกินมื้อเล็กๆ
การกินอาหารวันละ 4 – 6 มื้อ ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ และลดน้ำหนักได้มากขึ้น


5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
เมื่อดื่มน้ำเพียงพอ การไหลเวียนเลือดจะดีส่งผลให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้นด้วย


6. เลี่ยงอาหารไขมันสูง
ไขมันเป็นอาหารที่ทำให้ระบบเผาผลาญอาหารทำงานช้า ถ้ากินอาหารที่มีไขมันมาก ร่างกายต้องเผาผลาญนาน ก็เท่ากับไปเร่งให้ระบบเผาผลาญเสื่อมลง


7. เลี่ยงน้ำตาลและของหวาน
การกินน้ำตาล และของหวานในปริมาณมากเป็นประจำ เป็นตัวส่งเสริมให้ระบบเผาผลาญอาหารเก็บสะสมไขมันมากกว่าจะเผาผลาญไขมันออกมาใช้ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น


8. กินผัก ธัญพืช และผลไม้ไม่หวาน
ช่วยให้การเผาผลาญดีขึ้นได้เนื่องจากผักสดมีเอนไซม์ และวิตามินที่ช่วยในการเผาผลาญพลังงานนอกจากนี้ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ถั่วต่างๆ ก็ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น


9. สมุนไพรเพิ่มการเผาผลาญ
สมุนไพรยังช่วยปรับสมดุลระบบของเหลวในร่างกาย ทั้งยังช่วยลดความเครียด ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้การเผาผลาญทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ สารที่ให้ความเผ็ดออกฤทธิ์กระตุ้นให้ระบบเผาผลาญอาหารของร่างกายทำงานมากขึ้น นอกจากพริก และพริกไทยแล้ว เรายังมีขิง ข่า ตะไคร้ อบเชย ใบกานพลู ที่มีสรรพคุณเด่นในด้านนี้
.
.
#เคล็ดลับกินช่วยเสริมสร้างระบบเผาผลาญอาหาร
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

เรอบ่อย หลังกินอาหาร แค่ "อาหารไม่ย่อย" หรือ "กรดไหลย้อน"

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


>> เรอบ่อย หลังกินอาหาร แค่ 
"อาหารไม่ย่อย" หรือ "กรดไหลย้อน"
.
.
เรอบ่อย หลังกินอาหาร อาจเกิดจากการกินอาหารเร็วเกินไป กินเยอะเกินไปจนอาหารไม่ย่อย นอกจากนี้เรอบ่อย หลังกินอาหาร เสร็จอาจเป็นสัญญาณของโรค เช่น โรคกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอย่างโรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคนิ่วในถุงน้ำดี หรืออาจเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร หรือมะเร็งลำไส้ เมื่อมีอาการเรอบ่อยๆ สิ่งที่ทุกคนจะคิดถึงเป็นอย่างแรกคืออาการอาหารไม่ย่อย แต่อาการอาหารไม่ย่อยก็คล้าย กับอาการของกรดไหลย้อน เรามีวิธีสังเกตความแตกต่างดังนี้


อาการของอาหารไม่ย่อย มีดังต่อไปนี้


 มีอาการท้องอืด

 รู้สึกแน่นท้อง

 มีลมในท้อง

 เรอบ่อย

 อาจมีอาการคลื่นไส้ อยากอาเจียน

 ปวดท้องส่วนบน


แต่ถ้าเรอบ่อย คลื่นไส้ อยากอาเจียน แถมยังมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย อาจหมายถึง กรดไหลย้อน


 แสบร้อนทรวงอก จุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่

 เรอเปรี้ยว เนื่องจากกรดในกระเพราะอาหารมีรสเปรี้ยว หรือหายใจมีกลิ่น

 เสียงแหบ ไอเรื้อรัง หรืออาการหอบหืด เพราะกรดไหลย้อนไประคายคอหอย กล่องเสียง หรือหลอดลม

 เจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก
.
.
#เรอบ่อยหลังกินอาหารแค่อาหารไม่ย่อยหรือกรดไหลย้อน
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u

ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง อันตรายไหม?

อาหารไม่ย่อย, กระเพาะอักเสบ ,ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ,ท้องอืด, goodbody4u, นิชาภา


>> ดื่มกาแฟตอนท้องว่าง อันตรายไหม?
.
.
เครื่องดื่มแก้วโปรดของใครหลายคนอย่างกาแฟ เป็นตัวช่วยให้ตื่น ฟื้นจากความง่วงซึมก็จริง ทว่าคาเฟอีนในกาแฟมีฤทธิ์ต่อระบบประสาท และฮอร์โมนบางอย่างในร่างกาย ดังนั้นการดื่มกาแฟตอนท้องว่าง ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติกับร่างกายได้


1. ระคายเคืองกระเพาะอาหาร 
คาเฟอีนมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งหากดื่มกาแฟตอนท้องว่างอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหารขึ้นได้ เพราะคาเฟอีนในกาแฟจะไปกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น และหากร่างกายสร้างกรดในกระเพาะอาหารเกินความจำเป็นอยู่บ่อยๆ ก็อาจเกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารตามมา ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของกระเพาะอาหารก็ควรดื่มกาแฟคู่กับขนมปัง หรือดื่มกาแฟหลังมื้ออาหารแทนการดื่มกาแฟตอนท้องว่าง


2. ดื่มกาแฟแล้วท้องเสีย 
นอกจากจะมีความเป็นกรดอ่อนๆ และมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทแล้ว คาเฟอีนในกาแฟยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายชนิดอ่อนๆ อีกด้วย ดังนั้นบางคนดื่มกาแฟแล้วจึงเกิดอาการท้องเสียได้ เนื่องจากคาเฟอีนจะกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัว ส่งผลให้รู้สึกอยากถ่ายหนักหลังจากดื่มกาแฟ นอกจากนี้คาเฟอีนในกาแฟยังอาจกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งน้ำดีมากขึ้น จนส่งผลให้น้ำดีไหลเข้าไปในลำไส้ โดยเฉพาะหากดื่มกาแฟตอนท้องว่าง ร่างกายจะดูดซึมคาเฟอีนได้ดีขึ้น อาการปวดถ่ายและโอกาสที่จะถ่ายแบบท้องเสียจึงมากขึ้นตามไปด้วย


3. ใจสั่น
การดื่มกาแฟตอนท้องว่างอาจกระตุ้นจังหวะการเต้นของหัวใจ ก่อให้เกิดอาการลุกลี้ลุกลนได้ง่าย เนื่องจากร่างกายได้รับคาเฟอีนจากกาแฟอย่างเต็มที่ ซึ่งในบางคนอาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายดังที่กล่าวมาข้างต้นได้
.
.
#ดื่มกาแฟตอนท้องว่างอันตรายไหม
#สุขภาพดีทำอะไรก็ดี
#สุขภาพแย่ทำอะไรก็แย่
#goodbody4uส่งมอบสุขภาพดีให้คุณถึงบ้าน
#goodbody4u